ดูหนัง Warcraft (2016) วอร์คราฟต์ กำเนิดศึกสองพิภพ เรื่องราวว่าด้วยการเผชิญหน้าของสองอารยธรรมอันแตกต่าง ระหว่างฝ่ายพันธมิตรและอนารยชน เมื่อ เผ่าพันธุ์ออร์ค ผู้รักสันติและวิถีธรรมชาติ ถูกล่อลวงหวังใช้ประโยชน์จาก Sargeras จอมปีศาจผู้หวังทำลายล้างเผ่าพันธุ์ที่ขัดขืนต่อการครอบงำจากพลังชั่วร้ายอย่าง เผ่าพันธุ์มนุษย์ใน Azeroth ที่แฝงไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์จากทวยเทพ การปะทะของกองทัพ The Horde กับ Azeroth จึงเริ่มขึ้น ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่ฝ่ายออร์คก็ต้องฟาดฟัน เพื่อหนีพ้นจากการกดขี่… แต่ไม่ว่าจุดจบของเรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร บอกได้อย่างเดียวว่า นี่อาจเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป… แต่ที่แน่ๆ แค่ตัวอย่างแรกที่ปล่อยออกมาสั้นๆ เพียง 16 วินาที ก็อาจทำเอาใครหลายคนเผลอหลุดเข้าไปในโลกของ Warcraft ได้อย่างง่ายๆ เพราะไม่ว่าจะบรรยากาศบ้านเมือง หรือฉากการปะทะกันของทั้งสองเผ่าพันธุ์ ก็เรียกได้ว่า “น่าตื้นเต้น ถึงรสถึงขิง” จนอาจทำเอาใครหลายคนอดใจรอแทบไม่ไหวกันได้
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Travis Fimmel
Paula Patton
Ben Foster
Dominic Cooper
ผู้กำกับ
Duncan Jones
รีวิวหนัง Warcraft ดูหนัง
ตลอดเวลาที่ผมได้ดู WARCRAFT หนึ่งในหนังที่เรียกได้ว่าดัดแปลงมาจากเกมยอดฮิตเกมหนึ่งของโลกนี้ กลับให้ความรู้สึกตัวหนังค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย ตัวละครมากมายราวกับสามก๊กแต่เรากลับไม่สามารถ “รู้จัก” ตัวละครใดได้อย่างลึกซึ้ง และยิ่งเวลาของหนังยิ่งดำเนินไปไกลแค่ไหน ความไม่สามารถเข้าถึงสัมผัสอารมณ์และความรู้สึกกับตัวละครก็ยิ่งทวีมากขึ้นเท่านั้น เป็นผลให้ช่วงเวลาไคลแมกซ์ของเรื่องเรายิ่ง “ไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมที่จะลุ้นชะตากรรมของพวกเขาแม้แต่น้อย”
จริงอยู่ที่คนส่วนมากอาจจะหยิบตรรกะที่ว่า ก็หนังสร้างมาจากเกมจะไปเอาอะไรกับมันมากมายดูให้สนุกก็พอแล้ว หนังก็ภาพสวย มีฉากแอ็คชั่นสนุกๆ นี่แหละที่เราเข้ามาตีตั๋วดูหนังเรื่องนี้ แต่สำหรับผมสองอย่างนี้ไม่สามารถทำให้หนังทั้งเรื่องสนุกขึ้นมาได้เลยถ้ามันปราศจากบทภาพยนตร์ที่สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างไหลลื่น รวมไปถึงกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต้องอาศัยวิธีการ “ตัดต่อ” หยิบในสิ่งที่คนดูควรจะรู้ และแค่ไหนคนถึงจะเข้าใจ
ปัญหาหลักประการสำคัญก็คือหนังมีตัวละครเยอะแยะและเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในดินแดนแฟนตาซี ที่คนดูต้อง “ทำความรู้จัก” กับพวกเขาและอาณาจักรแห่งนี้ให้มากกว่าที่หนังนำเสนอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือหนังใช้เวลาเพียงเล็กน้อยที่จะทำให้คนดูเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในอาณาจักรเหล่านี้ ประกอบกับการแคสติ้งรวมไปถึงการออกแบบตัวละครที่ “ยาก” ต่อการแยกแยะว่าตัวละครไหนชื่ออะไร เป็นใคร เพราะฝั่งมนุษย์ก็หน้าตา เครา และการแต่งตัวดันคล้ายกันหมด ถ้าหน้าตาก็เหมือนๆกันอีก (นี่คงไม่ได้ศัลยกรรมหมอเดียวกันมาใช่ไหม-แซว), ส่วนฝั่งออร์คก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง แต่พอถึงฉากแอ็คชั่นที่โรมรันฆ่าฟันกันในสนามรบ ทุกอย่างก็ดูพร่าเลือนและกลายเป็นเนื้อเดียวกันหมด
ปัญหาดังกล่าวน่าจะสืบเนื่องมาจากตัวผู้กำกับอย่าง ดันแคน โจนส์ ซึ่งโด่งดังเพราะหนังอินดี้เรื่อง MOON อันว่าด้วยชายคนหนึ่งที่ติดอยู่ในสถานีอวกาศที่โคจรรอบดวงจันทร์จนเกือบเป็นบ้า ส่วนหนังใหญ่อีกเรื่องที่โจนส์ได้ทำก็คือ SOURCE CODE หนังที่ว่าด้วยนายตำรวจที่สามารถเดินทางย้อนเวลากลับไปหยุดยั้งเหตุการณ์ในอดีตได้ผ่านเครื่องแคปซูลข้ามเวลา โดยหนังทั้งสองเรื่องนี้โฟกัสอยู่ที่ตัวละครเพียง “ตัวเดียว” ซึ่งผู้กำกับก็สามารถเล่าเรื่องราวของตัวละครได้อย่างน่าติดตาม แต่เมื่อเขาต้องมาคุมงานสเกลใหญ่มากและมีตัวละครมากมายแบบใน เขากลับ “เอาไม่อยู่” และเกิดอะไรรักพี่เสียดายน้องอยากจะเล่าตัวละครทุกตัวไปพร้อมๆกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับไม่สามารถทำให้เรารู้จักตัวละครได้ดีกว่าเดิม หรือมองเห็นความสำคัญของตัวละครนั้นๆในการขับเคลื่อนเรื่องราวระหว่างการทำสงครามระหว่างมนุษย์และออร์ค
ในแง่ของภาพรวมแล้ว ยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง (ความสนุกก็เช่นกัน) แต่ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ก็คือ มันมีเรื่องราวในตำนานของตัวเองที่สามารถหยิบมาเล่า หยิบมาขยายความได้ดีกว่านี้ ถ้าหากมันไปอยู่ในมือของผู้กำกับที่ถูกคนมากกว่านี้ มันอาจจะไม่ใช่หนังที่ดัดแปลงมาจากเกมที่ล้มเหลว แต่มันก็ห่างไกลจากคำว่า “เป็นความหวังใหม่” พอสมควร
@พริตตี้ปลาสลิด
2 คะแนนจาก 5 คะแนน
pantip
ต้องขออกตัวก่อนนะครับว่าผมนั้นไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการวิจารณ์หนังเเต่อย่างใด เเต่เป็นเพียงคนที่ชอบดูหนัง เเละพยายามสังเกตุรายละเอียดต่าง ๆ ที่นังนั้นมีให้ตลอดทั้งเรื่อง เเละผมก็ไม่ใช่เเฟน ๆ ของเกมสุดฮิต อย่างเกม Warcraft ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเผ่าต่าง ๆ ในเกมเลย
เเต่วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่องนี้ โดยที่อยากไปดูว่าหนังเป็นยังไงถ้าหากผมไปดูเเบบไม่รู้อะไร รู้เพียงเเต่มีเผ่ามาสู้กัน เเค่นั้น!! หากมีอะไรผิดพลาดประการใด กระผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
หนังสร้างมาจากเกมเเล้วไง ?
การที่หนังสร้างมาจากเกม ก็จะอิงส่วนเนื้อหา ตัวละครมาจากเกมไงครับ ซึ่งเนื้อหาจากเกมนั้นจะมีเยอะมาก ๆ หากเราคิดว่าถ้าจะไปดูหนังเรื่องนี้ เเล้วต้องไปหาสรุปเนื้อหาเกมหรือลองเล่นเกมก่อนไหม
คำตอบสำหรับผมคือไม่ต้องก็ได้ครับ เพราะด้วยความเป็นหนังภาคเเรกเเละคาดว่าจะมีภาคต่อเเน่นอน ทุกอย่างเล่าเรื่องที่จำเป็นที่เราควรรู้เพื่อใช้ดูหนัง ตลอดความยาว 123 นาทีไว้อย่างดี หากเราตั้งใจดูเเละค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องไปเรื่อย ๆ ตามหนัง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกม อาจสงสัย คนนั้น คนนี้เป็นใคร เผ่าไหน ไม่ต้องสนใจครับ โฟกัสเเค่สองเผ่าที่หนังต้องการเล่าพอ
เเล้วหนังเล่าถึงอะไร ?
ง่าย ๆ ครับ จะสปอยป่าวน่ะ ? หนังเล่าถึง การบุกมาของเผ่าๆ นึงเพื่อมายึดครองอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์ที่มีมนุษย์นั้นคอยปกป้องอยู่ สงครามก็จึงเกิดขึ้น”
เเต่….ชื่อเรื่องนั้นบอกว่า THE BEGINNING กำเนิดศึกสองพิภพ ใช่ครับ มันเป็นเพียงเเค่จุดเริ่มต้นของสงคราม ซึ่งการปูเนื้อเรื่องไปสู่การมีภาคต่อไปนั้นชัดเจนเป็นอย่างมาก ชวนให้คิดว่าอนากดูภาคต่อไปใน วันนี้ วันพรุ่งนี้ซะด้วยซ้ำ 55555
Effect ต่าง ๆ ?
สำหรับสเปเชี่ยลเอฟเฟค กราฟิคต่าง ๆเป็นไงนั้น ก็ถือว่าทำได้สมน้ำสมเนื้อกับยุดสมัยนี้มากครับ ยังไง?
ใครที่เคยเล่นเกมนี้เเล้วมีข้อสงสัยว่า ถ้าเกิดเราใช้เวทได้จริงๆ เหมือนในเกม มันจะเป็นไง จะอลังการมั้ย ? ในหนังถือว่าตอบคำถามในเรื่องนี้ได้ครับ
หนังอัดเนื้อหา เเละสู้กันขนาดนั้น มันจะไม่เครียดมากหหรอ ?
สำหรับผมนั้นดูเเบบพากษ์ไทยนะครับ ในหนังการมีการสอดเเทรกมุกไว้บ้าง เเต่ก็ไม่ถึงกับฮาจ๋าทั้งโรง ใครรับรู้ได้ว่าหนังต้องการใส่มาเพื่อผ่อนคลายคนดูก็ดีไปครับ เเต่ถ้าใครสังเกตุไม่ทันก็เเล้วเเต่ครับอันนี้
อารมณ์ของหนัง?
คำถามนี้สำหรับคำตอบเมื่อได้สิ่งที่ผมเซอไพร์มากครับ ก่อนดูผมนั้นสงสัยว่าอารมณ์หนังจะเป็นยังไง ซึ่งหนังเป็นหนังจากเกม สองเผ่าสู้กันเเละตัวอย่างไม่ได้บอกอะไรมากนัก
เเต่สำหรับคำตอบที่ได้ขณะดูหนังเเล้วเรื่องเดินไปเรื่อยๆ นั้นรับรู้ถึงหลากหลายอารมณ์ ทั้งรัก เศร้า หดหู่ มีความหวัง หมดหวัง เเละสิ่งที่ชอบที่สุดคือการเสียสละ เเละเกิดคำถามในใจมากมายทำไมไม่เป็นเเบบนี้ๆๆๆ ทำแบบนี้มันโหดร้ายไปมั้ย เเต่พอได้ดูจบ คำถามที่สงสัยในใจ ตอบได้เพียงคำเดียวครับว่า เป็นเเบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ภาคต่อไปจะได้มีคนเศร้าน้อยลง
สำหรับตัวร้าย
บอกได้คำเดียวว่าน่าหมั่นไส้มากครับ ไม่ขอพูดต่อเพราะเดียวมันจะยาวไปจนอาจมีสปอย
นี่เป็นความรู้สึกที่ผมได้รับเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบครับ เข้าไปในโรงเเบบไม่มีอะไรเเต่ได้อะไรหลายอย่างกลับออกมามากมาย โดยที่ผมไม่ได้ตั้งความหวังว่าจะได้เลยซักนิด สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าจะดูดีมั้ย ผมเเนะนำครับ เรื่องนี้เหมาะสมกับการตี๋ตั๊วเข้าไปดูครับผม
สำหรับคะเเนนที่ผมให้กับหนังเรื่องนี้
9/ 10 คะเเนนครับผม
หนังโปรดของข้าพเจ้า
นี่พูดในฐานะคนเคยเล่นเกมแต่แบบนานจนจำอะไรแทบไม่ได้แล้ว หลายอย่างในหนังถอดแบบความเป็นเกมเพื่อแสดงเคารพต้นฉบับ แต่ก็รู้สึกว่าหนังมันโคตรไม่เป็นมิตรกับคนไม่เคยเล่นเกมมาก่อนเลย อาจจะมีงง ๆ ว่าทำไมใช้พลังเสร็จต้องกลับบ่อน้ำตลอด ทำไมตัวเวทย์มีคนเดียวเองแล้วทำไมไม่ใช้พลังแต่แรก อะไรแบบนี้ซึ่งคนเคยเล่นเกมน่าจะอินกว่าเวลาต้องไปเติมมานาที่ฐานอะไรงี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นความเห็นของเราต่อส่วนอื่น ๆ จึงเป็นว่างานแฟนตาซีฉากใช้เวทย์ดูดีมาก, การเซ็ทฉากทำคนดูถูกกลืนไปกับหนัง ส่วนบทและการเล่าเรื่องยังไม่เวิร์คเท่าไร
.
เรื่องย่อแบบสั้น ๆ ก็หนังสงครามระหว่างมนุษย์ที่มีนักเวทย์เป็นผู้พิทักษ์ vs. ออร์คไซส์ใหญ่น่ะแหละ ซึ่งจุดเด่นที่ต้องชมและให้เครดิต เวอร์ชั่นหนังเลยก็คือการสร้างโลกจำลองนี้ขึ้นมาได้ชวนเชื่อในความสมจริง ทั้งรูปร่างออร์คและการใช้อาวุธ, ออกแบบเครื่องแต่งกายเหมาะสมกับทั้งสองเผ่า, การใช้พลังของจอมเวทย์ออกแบบมาได้งามและเท่มาก ยิ่งตอนเขียนพื้นเป็นแสงฟ้า ๆ นี่แบบยกนิ้วให้การแปลงจินตนาการให้เป็นภาพงดงามขนาดนั้น, แฟนตาซีทุกอย่างในหนังดูดีหมด, งานออกแบบฉากแคมป์ออร์คและปราสาทของฝั่งมนุษย์ก็ดูสมกับยุคสมัย
.
ปัญหาหลัก ๆ ของหนังสำหรับเราคือการเล่าเรื่อง เหมือนว่าโครงของเรื่องมันถูกวางหลวม ๆ เอาไว้ได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวละครและการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่พอเล่าออกมาจริง ๆ กลับทำให้ตัวละครหลายตัวแบนราบ คนเล่าดูจะเน้นความขัดแย้งในฝั่งมนุษย์เป็นหลักสำหรับการเตรียมพร้อมปูพรมไปภาคต่อจนละเลยความผูกพัน/ความขัดแย้งในฝั่งออร์คที่น่าติดตามไม่แพ้กัน
.
ฉากแอ็คชั่นถ้ามองดูปลีกย่อยต้องบอกว่าโอเคตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เวลาโฟกัสตัวต่อตัวดูสู้กันจบไวดี พอใช้เวทย์สู้ก็ทั้งเท่ทั้งสวย แต่พอเป็นฉาก battle ใหญ่ทั้งสองฉากดูชุลมุนวุ่นวายไม่ได้โฟกัสเป็นเรื่องราวมากไปกว่ามนุษย์จับคู่ตีกับออร์คหลาย ๆ คู่ในฉากเดียว ผลที่ออกมาเลยไม่ได้ประทับใจฉากรบสักเท่าไร ก็ตามมาตรฐานของการผสมแฟนตาซีเข้ากับการจับอาวุธสู้ศึกน่ะแหละ ไม่ได้รู้สึกทึ่งหรือว้าวอะไร
.
โดยรวมแล้ว Warcraft เป็นหนังสร้างจากเกมที่เราไม่ได้ประทับใจสักเท่าไร ยิ่งก่อนดูคาดหวังว่ามันจะเป็น Lord of the Rings ของพ.ศ.นี้ด้วยเลยแอบผิดหวังอยู่เหมือนกัน เพราะองค์ประกอบงานแฟนตาซีมันดีมาก ๆ ดีจนขอเชียร์สายเสพงานแฟนตาซีว่ายังไงก็ต้องดู