ดูหนัง The Help (2011) คุณนายตัวดี สาวใช้ตัวดำ Aibileen Clark เป็นแม่บ้านชาวแอฟริกัน-อเมริกันวัยกลางคนที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเลี้ยงดูเด็กผิวขาวและเพิ่งสูญเสียลูกชายคนเดียวไปเมื่อไม่นานนี้ Minny Jackson เป็นแม่บ้านชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่มักจะทำให้เจ้านายไม่พอใจแม้ว่าครอบครัวของเธอจะมีปัญหาเรื่องเงินและต้องการงานอย่างสิ้นหวัง และ Eugenia “Skeeter” Phelan เป็นหญิงสาวผิวขาวที่เพิ่งย้ายกลับบ้านหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยและพบว่าแม่บ้านในวัยเด็กของเธอหายตัวไปอย่างลึกลับ เรื่องราวทั้งสามเรื่องนี้เชื่อมโยงกันเพื่ออธิบายว่าชีวิตในเมืองแจ็คสัน รัฐมิสซิสซิปปี้ ดำเนินไปรอบๆ “คนรับใช้” แต่พวกเขาก็ยังคงถูกกีดกันอยู่เสมอเพราะเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Jessica Chastain ( เจสสิกา แชสเทน )
Viola Davis (ไวโอลา เดวิส)
Bryce Dallas Howard (Bryce Dallas Howard)
Allison Janney (อัลลิสัน แจนนีย์)
ผู้กำกับ
Tate Taylor (เทท เทย์เลอร์)
รีวิว The Help (2011) คุณนายตัวดี สาวใช้ตัวดำ
⭐ โตมากับหนัง
🤩 คะแนน: 8.5/10 ดาว
เป็นหนังแนวดราม่า ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ Kathryn Stockett เล่าเรื่องราวของสาวรับใช้คนผิวขาว ไอบีลีน คลาร์ก (Viola Davis) แม่บ้านผิวสีที่ทำงานให้ครอบครัวไฮโซผิวขาว เธอกับเพื่อนๆคนผิวดำทำอาชีพเดียวกันที่ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมที่ได้รับจากนายจ้างคนผิวขาว มีทั้งการดูถูก เหยียดหยาม ในสังคมที่คนขาวเกือบทุกคนถือตนเหนือคนผิวดำ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับ สกีเตอร์ (Emma Stone) สาวผิวขาวที่มีความคิดแตกต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของสังคม เธอต้องการเป็นนักเขียนหนังสือที่จะนำเสนอความเหลื่อมล้ำของคนต่างผิวสี โดยที่เรื่องราวในหนังสือนั้นมีเนื้อหามาจากการสัมภาษณ์ของเหล่าแม่บ้านผิวสี ในยุคนั้นอาจต้องแลกมากับความเสี่ยงต่อชีวิตและการทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าหากทำสำเร็จอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนต่างผิวสีจะได้รับอิสรภาพและความเท่าเทียมเลยก็ว่าได้ซึ่งในเรื่องจะได้พบการสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมในอเมริกาที่สมจริงในยุค 1960s นำเสนอการเรียกร้องสิทธิของคนผิวสีและผู้หญิงในเวลาเดียวกัน มีทั้งการเหยียดคนผิวสี การแบ่งชนชั้น สิทธิและเสรีภาพ ถึงแม้หนังจะเน้นไปที่ความดราม่า ยกประเด็นเรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมของคนต่างสีผิว แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความคอมเมดี้ มีมุขตลกขบขันแทรกอยู่ด้วย เป็นหนังอีกเรื่องที่สามารถทำให้คนดูประทับใจสามารถยิ้มหัวเราะและน้ำตาไหลตามได้เหมือนกัน
⭐ วิจารณ์ภาพยนตร์
🤩 คะแนน: 8.25/10 ดาว
หลังจากได้รับกระแสวิจารณ์ค่อนข้างดีทางฝั่งอเมริกา เคยขึ้นไปครองอันดับ 1 ยอดหนังทำเงิน ใน Box office ถึง 4 สัปดาห์ด้วยกัน ทำให้หนังดราม่าเรื่องนี้เป็นที่น่าจับตามองสำหรับคอหนัง และก็ได้เวียนมาฉายที่ประเทศไทย ในแบบจำกัดโรงฯที่พาราก้อน (Silver Movie) แม้ค่าตั๋วจะแพงหูฉี่ก็ตามหนังกล่าวถึงกลุ่มคนผิวดำที่ต้องเป็นคน ใช้ให้กับบ้านคุณนายไฮโซผิวขาวในรัฐมิสซิสซิปปีทศวรรษ 1960ซึ่งประเด็นสำคัญที่หนังต้องการจะนำเสนอก็คือ การโดนเหยียดผิวและเชื้อชาติอย่างรุนแรงแม้พวกเขาเหล่านี้จะเป็นคนใช้ที่ซื่อสัตย์ เลี้ยงลูกๆของคุณนายที่เรียกว่า เลี้ยงดีกว่าคุณเธอทั้งหลายด้วยซ้ำไปแต่อุดมการณ์แผ่ซ่านความเกลียดชังเหล่านี้ กลับถูกส่งต่อมาแบบรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่ง สกีเตอร์(Emma Stone) ซึ่งจบปริญญามาจากนอกเมืองและต้องการเป็นนักเขียน ได้เล็งเห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันของสังคม จึงต้องการสัมภาษณ์คนใช้ทั้งหลาย ป่าวประกาศให้ทุกคนรู้หนังถูก เสนอในมุมมองของคนใช้ผิวดำ
ในประเด็นที่ค่อนข้างหนักและแรง จนน่าเห็นใจ แต่หนังกลับถ่ายทอดออกมาได้อย่าง กินใจ มีมุขตลกสอดแทรกอยู่ตลอด ฉากไหนเศร้าหนังก็ยังนำพาคนดูไป จนบ่อน้ำตาอาจแตกโดยไม่รู้ตัวดังนั้นในแง่ของการเล่าเรื่อง บทภาพยนตร์ ทำได้อย่างไม่มีที่ติส่วน การแสดงของตัวละครนั้น เนื่องจากภาพยนตร์ได้ไม่ได้เน้นตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลัก แต่เน้นให้เห็นมุมมองของภาพรวม แต่ตัวละครทุกตัวกลับแสดงออกมาได้ดีโดยเฉพาะสาวใช้ผิวดำ Viola Davis, Octavia Spencer หรือจะเป็นคุณนายผิวขาว Bryce Dallas Howard,Jessica Chastain (ใครที่ดู The Tree of life มา จะไม่เชื่อสายตาว่า จะเป็นคนๆเดียวกัน ในบทคุณนายบ้านนอก แสนเชย ทำตัวเปิ่นๆ งานบ้านงานเรือนไม่เป็น เพราะมันแตกต่างกันลิบลับทำให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจและอินไปได้กับตัวละคร ทุกๆตัดังนั้นหากกล่าวในภาพรวม แม้หนังจะมีประเด็นเหยียดผิวเป็นแก่นนำ โดยสื่อให้ทุกคนเห็นคุณค่าถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ก็ไม่ได้สื่อสารออกมาอย่างเคร่งเครียแต่กลับให้ผู้ชมอินตามไปกับการกระทำตัวละคร จนทำให้ผู้ชมเกิดความประทับใจ จึงอาจกล่าวได้ว่า The Help เป็นหนังคุณภาพเยี่ยมที่น่าสนใจในปลายปี 201และหากรสนิยมของผู้เขียนไม่แย่จนเกินไป ผู้เขียนขอลองทำนายไว้ว่าหนังเรื่องนี้ ต้องมีลุ้นพื้นที่ในออสการ์ประจำปี 2012 บ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงแม้จะไม่ได้สักรางวัลก็ตามทีแต่อย่างน้อยๆอาจประทับใจผู้ชมอย่างแน่นอน
⭐ ashleyyh
🤩 คะแนน: 9/10 ดาว
ฉันเพิ่งกลับมาจากการฉายรอบพิเศษของ “The Help” ที่โรงภาพยนตร์ในท้องถิ่น ฉันจึงคิดว่าควรเขียนรีวิวให้กับทุกคนที่อยากดูหนังเรื่องนี้เมื่อเข้าฉาย ก่อนอื่น ฉันต้องยอมรับว่าฉันอ่านหนังสือเรื่องนี้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ฉันรู้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากดูตัวอย่าง ฉันก็รู้สึกสนใจ ดังนั้นฉันจึงเข้าไปที่บอร์ด IMDb เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อมองดูครั้งแรก การคัดเลือกนักแสดงดึงดูดความสนใจของฉันเป็นอย่างมาก เอ็มม่า สโตน รับบทเป็น “สกีเตอร์”? ฉันพนันได้เลยว่าคนส่วนใหญ่คงตกใจไม่แพ้ฉันเมื่อรู้ว่าเธอได้รับเลือกให้เล่นเป็นตัวละครหลัก แต่บอกเลยว่าการคัดเลือกนักแสดงนั้นยอดเยี่ยมมาก! ฉันเลือกนักแสดงได้ดีกว่าที่เลือกไว้แล้วไม่ได้เลย มีเคมีที่ยอดเยี่ยมระหว่างตัวร้ายและตัวเอก ฉันจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครมากเกินไป แต่สำหรับฉันแล้ว เอ็มม่า สโตน เจสสิก้า แชสเทน ซิสซี่ สเปเซก และออคตาเวีย สเปนเซอร์ คือดาราที่เปล่งประกายของภาพยนตร์เรื่องนี้การคัดเลือกนักแสดง: 9.5/10 ฉันรู้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้มาโดยตลอดจากหลายๆ คนที่อ้างว่า “คนผิวสีต้องได้รับการ ‘ช่วยเหลือ’ โดยคนผิวขาว” (ขออภัยที่ใช้คำไม่เหมาะสม) หรืออะไรทำนองนั้น
ฉันต้องยอมรับว่าตัวอย่างภาพยนตร์ให้ความรู้สึกแบบนั้น — สกีเตอร์ช่วยเหลือคนผิวสี — แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าและแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น — คนผิวสีช่วยตัวเองจริงๆ มินนี่และเอบิลีน รวมถึงคนผิวสีคนอื่นๆ ในชุมชน เป็น “ฮีโร่” ตัวจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาแค่ต้องการใครสักคนที่จะผลักดันพวกเขาให้ถึงศักยภาพของพวกเขา (สกีเตอร์)ฉันจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ดูหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้ฉัน ทำให้ฉันร้องไห้ ทำให้ฉันหัวเราะ ทำให้ฉันเศร้า โกรธ และมีความหวังในเวลาเดียวกันคือเมื่อไหร่ นี่คือสิ่งที่ “The Help” มุ่งมั่นและมุ่งหวัง โดยไม่ทำให้มัน “น่าเบื่อ” ฉันไม่สงสัยเลยว่าหนังเรื่องนี้มีการแสดงที่คู่ควรกับรางวัลออสการ์อย่างแน่นอน หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดเรื่องราวของคนผิวสีเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดความรู้สึกของคนผิวขาวด้วยเช่นกัน ดังนั้น คุณจึงสามารถรับรู้เรื่องราวทั้งสองด้านได้อย่างแน่นอน โดยที่ไม่ดู “ใจร้าย” หรือ “ดูถูก” ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไปมีช่วงเวลาที่น่าอึดอัดสองสามช่วงในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่จะมีหนังเรื่องไหนที่ไม่มีฉากเหล่านี้บ้าง หนังเรื่องนี้เริ่มฉายประมาณ 7:10 น. และจบลงประมาณ 9:20 น. ซึ่งยาวประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที บวกหรือลบ หากฉันคำนวณไม่ผิด อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนยาวแค่ชั่วโมงเดียว หนังเรื่องนี้ดีมากจนฉันแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว จนกระทั่งไฟในโรงหนังดับลงและเครดิตเริ่มฉายโดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ต้องดูอย่างแน่นอน ฉันเชื่อว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2011 ไปดูเถอะ รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง หากคุณมีคำถามใดๆ ก็ถามได้เลยคะแนนหนัง: 9/10