ดูหนัง The Equalizer 2 (2018) มัจจุราชไร้เงา 2
ถ้าคุณมีปัญหาและไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปทางไหน “โรเบิร์ต แม็คคอล” จะช่วยคุณ เขาคือมัจจุราชไร้เงา แม็คคอลคอยช่วยเหลือพวกที่ถูกทำร้าย ทารุณและกดขี่ด้วยการจัดความยุติธรรมแบบไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม แต่ในตอนที่อดีตอันตรายของเขาเข้ามาส่งผลต่อเขา เขาก็ต้องอาศัยความสามารถทุกอย่างที่มีเพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ครั้งนี้ เขาต้องเผชิญหน้ากับมือสังหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชน ผู้มุ่งมั่นจะทำลายเขาโดยไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้ง หลังจากจัดการกิจการของพุชกิน[a] โรเบิร์ต แมคคอลล์ทำงานเป็นคนขับให้กับ Lyft และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสด้วยความช่วยเหลือของซูซาน พลัมเมอร์ เพื่อนสนิทและอดีตเพื่อนร่วมงาน DIA โรเบิร์ตเดินทางไปอิสตันบูลเพื่อไปรับลูกสาววัย 9 ขวบของเกรซ เบรียลิก เจ้าของร้านหนังสือที่ถูกลักพาตัวไป ด้วยความช่วยเหลือของซูซาน โรเบิร์ตรวบรวมข้อมูลสำหรับแซม รูบินสไตน์ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิววัยชราที่กำลังตามหาภาพวาดของน้องสาวที่เสียชีวิตไปนานแล้ว หลังจากที่โรเบิร์ตกลับบ้านมาพบว่าลานบ้านในอพาร์ตเมนต์ของเขาถูกทำลาย เขาก็ยอมรับข้อเสนอจากไมล์ส วิทเทเกอร์ วัยรุ่นที่มีปัญหาแต่มีพรสวรรค์ทางศิลปะ เพื่อวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังบนกำแพง โรเบิร์ตยังช่วยผู้โดยสารคนหนึ่งของเขา ซึ่งเป็นหญิงสาวชื่อเอมี่ ที่มีร่องรอยของการถูกวางยาและทำร้าย เขาพาเอมี่ไปโรงพยาบาลก่อนจะกลับมาทำร้ายผู้ชายที่ทำร้ายเธออย่างโหดร้าย
อ่านบทความ ดูหนัง มัจจุราชไร้เงา The Equalizer
อ่านบทความ ดูหนัง มัจจุราชไร้เงา 3 The Equalizer 3
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
นักแสดง
เดนเซล วอชิงตัน Denzel Washington

เปโดร ปาสคัล

แอชตัน แซนเดอร์ส

ผู้กำกับ : อังตวน ฟูกัว
รีวิว The Equalizer 2 (2018) มัจจุราชไร้เงา 2
beartai
รอบนี้โรเบิร์ต แม็คคอล ยังคงใช้ความสามารถของอดีตมือสังหารCIA มาทำหน้าที่ศาลเตี้ย ช่วยผู้คนเคราะห์ร้ายภายใต้ฉากหน้าคนขับอูเบอร์แท็กซี่ หนังปูวีรกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่โรเบิร์ตได้ช่วยผู้คน ก่อนที่จะเข้าหัวใจหลักของเรื่องเมื่อ ซูซาน เพื่อนเก่ากลับมาเยี่ยมโรเบิร์ต เธอเป็นเพื่อนหญิงคนสนิทของโรเบิร์ตที่เคยร่วมงานกันตอนอยู่ CIA แล้วไม่นานจากนั้นซูซานก็โดนสังหารโหดในที่พักหลังตามสืบคดีสายลับCIAโดนฆ่าปิดปากในเบลเยี่ยม ทำให้โรเบิร์ต แม็คคอล ต้องตามหามือสังหารเพื่อแก้แค้นให้เพื่อนสนิท
บทภาพยนตร์เป็นฝีมือของริชาร์ด เวงค์ มือเก่าที่เขียน The Equalizer ภาคแรก และ Magnificent 7 เวอร์ชั่นเดนเซล วอชิงตันนี่ล่ะ บทของริชาร์ด ปูความมาได้ดี ไม่อัดแอ็คชั่นมากเกิน แต่มาทุกครั้งก็รุนแรง โหด ดุ หนังปู 2 เหตุการณ์เดินหน้าขนานกันไป เรื่องคดีของซูซาน ที่โรเบิร์ต ตามสืบหาตัวคนร้าย และเรื่องไมลส์ วิทเธอเกอร์ เด็กวัยรุ่นผิวสีที่พักอยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกับโรเบิร์ต และเขาคอยดูแลไม่ให้ไมลส์ไปพัวพันกับแก๊งค้ายา และทั้ง 2 ทางก็มาบรรจบกันในตอนท้าย ตัวร้ายในภาคนี้เดากันได้ไม่ยาก เพราะหน้าตาก็ส่อแววตัวร้ายมาตั้งแต่ต้นเรื่องล่ะ แต่หนังก็เจตนาเฉลยเสียตั้งแต่ค่อนเรื่อง เพื่อจะปูเข้าสู่ฉากแอ็คชั่นไคลแมกซ์ที่ลากกันยาวกว่า 30 นาทีท้ายเรื่อง
เดนเซล วอชิงตัน ในวัย 64 ปี ยังคงดูหนุ่มแน่นกว่าวัยมาก เล่นฉากต่อสู้ได้ทะมัดทะแมงและน่าเชื่อถือ แต่คงไม่ลากยาวไปถึง 70 หรอกมั้ง ถ้าจะมีภาค 3 น่าจะต้องรีบแล้วล่ะ ฉากต่อสู้แต่ละครั้งดูโหด เพราะโรเบิร์ตเป็นมือสังหารประเภทถนัดมีดมากกว่าปืน ตลอดเรื่องเขายิงคนร้ายไปแค่นัดเดียว นอกนั้นมือและมีดล้วน แล้วแทงแต่ละทีก็หวาดเสียวมาก ปาดคอ ปาดขา แทงคอ จิกลูกตา โอ้ย สงสารตัวร้ายเลย แม้ The Equalizer จะเป็นหนังแอ็คชั่น แต่เดนเซล ก็ยังรักษามาดของนักแสดง 2 ออสการ์ ให้เห็น ด้วยการสื่อความรู้สึกทางสายตาแทนคำพูดอยู่บ่อยครั้ง กล้องก็โคลสอัปหน้าของโรเบิร์ตสื่อให้คนดูรู้สึกได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
ขอบสหนัง
การกลับมาเป็นครั้งที่สองที่เปลียนจากลุงโฮมโปรสู่ลุงอูเบอร์ แต่ยังคงเต็มอิ่มความเดือดไว้เช่นเดิม
จุดเด่น
*เดนเซล วอชิงตัน
ลุงเดนเซล ที่ตอนนี้อายุปาเข้าไป 64 ปีเข้าไปแล้วน่าจะเป็นดาราผิวสีที่ผมคิดว่าแม่งเท่ที่สุดคนหนึ่งของวงการและ ลุงอาจไม่ได้หล่อแบบทำให้สาวๆต้องใจละลายแต่ทุกท่วงท่าของลุงพร้อมด้วยวาจาคำพูดลุง มันมีเสน่ห์แบบที่ดาราคนไหนก็ไม่สามารถเทียบลุงได้จริงๆ ยิ่งบทบาทของ Robert McCall ที่มาในมาดนิ่งๆที่กินเรียบ มันส่งให้ลุงพีคขึ้นไปอีกลำดับจริงๆ
*ฉากแอคชั่นและไฟนอลซีนของเรื่อง
หากคุณชืนชอบการโชว์ฉากแอคชั่นสวยๆเหมือนใน The Equalizer ภาคแรกคุณน่าจะต้องฟินแตกกับฉากเหล่านั้นในภาคนี้แน่นอน ความดิบ ความเถือนพร้อมฉากslow สวยๆ
ตามด้วยไฟนอลซีนของเรื่อง ยังคงเป็นลายเส้นอย่างชัดเจนของ Antoine Fuqua คือผมรู้สึกว่าผู้กำกับคนนี้เขาเก่งนะเรื่องการบิวคนดูเพื่อไปสู่ฉากแอคชั่นซีนไฟนอลของเรื่อง เหมือนผลงานเก่าๆตัวแกไม่ว่าจะเป็น The Magnificent Seven หรือ Olympus Has Fallen คือ30 นาทีสุดท้ายนี้แบบว่ามันส์จนลืมหายใจได้เลย อารมณ์ทุกอย่างแม่งมาหมด
จุดด้อย
หนังมีหลายจุดที่ยังไม่รู้ว่าใส่มาทำไม มันเหมือนมีภารกิจย่อยๆเยอะจนพาคนดูมึนงงได้ ยิ่งช่วงแรกๆเรารู้สึกว่ามีการอ้อมโลกของ MAIN หลักเนื้อเรื่องไปหน่อย แถมเอาจริงๆ หนังก็ขาดความสดใหม่ไปหน่อย หนังเรื่องนี้มันให้อารมณ์เหมือน taken 1 ไป 2 มันไม่ใช่การยกระดับแบบ JOHNWICK1 ไปภาค 2 อย่างที่ทำให้คนดูต้องว้าวกัน
สรุป
ถ้าถามว่าชอบภาค 1 กับ 2 ชอบอันนั้นมากกว่ากัน ก็คงบอกว่าภาค 2 และ คือหนังมีอะไรให้เราเห็นเยอะขึ้น แถมในวีคนี้ถ้าจะให้เชียร์หนังแอคชั่นมันส์ๆสักเรื่องก็เชียร์เรื่องนี้และ เรื่อง MILE 22 ผมดูแล้วผมมึนงงวะคุณ มันเป็นหนังที่ผิดหวังมากที่สุดในฝีมือของ Peter Berg เลย
7.5/ 10