ดูหนัง Overlord (2018) ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด เรื่องราวของกลุ่มทหารอเมริกา ที่อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาได้รับมอบหมายให้ไปถล่มหอส่งวิทยุที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ที่ทหารเยอรมันยึดครองอยู่ ความโชคร้ายเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาเข้าไปในหมู่บ้านท่ามกลางสมรภูมิที่กำลังเดือด และพบว่าใต้ฐานทัพนั้นเองมีการทดลองลับของฝ่ายนาซีอยู่ นำพาความสะพรึง สยดสยองมาสู่คนดู ถ้าหากอยากสนุกจงหลบสปอยล์ไว้ให้มั่น เข้าไปดูแบบไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้นจะเพิ่มดีกรีความผวาเข้าไปอีกขั้น
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Jovan Adepo
Wyatt Russell
Mathilde Ollivier
Pilou Asbæk
ผู้กำกับ
Julius Avery
รีวิวหนัง Overlord (2018) ดูหนังออนไลน์
ก่อนหน้านี้ทาง J.J. Abrams ได้ออกมาประกาศว่า Overlord เป็นหนึ่งในหนังของจักรวาล Cloverfield แต่ก็มาแก้ตัวทีหลังเมื่อคำวิจารณ์ของ The Cloverfield Paradox ออกมาไม่ค่อยจะสู้ดีซักเท่าไหร่ ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับจักรวาล Cloverfield ทั้งนั้น พอได้ยินตอนนั้นก็ถึงกับอุทานเลยครับว่า “คุณ หลอก ดาว!” แต่พอได้ไปสัมผัสมาก็อุทานคำว่า “คุณ หลอก ดาว!” ออกมาอีกครั้ง อุทานเฮือกใหญ่ด้วย
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงช่วงเวลายกพลขึ้นบก ทีมทหารพลร่มอเมริกัน กระโดดร่มลงสู่พื้นในฝรั่งเศสที่อยู่ในพื้นที่ยึดครองของนาซี เพื่อปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่อความสำเร็จในการรุกเข้าสู่เขตศัตรู กับภารกิจการทำลายเครื่องส่งคลื่นวิทยุที่อยู่เหนือโบสถ์ที่แข็งแกร่งดั่งป้อมปราการ กลุ่มทหารที่สิ้นหวังผนึกกำลังกับชาวบ้านชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง เพื่อเจาะผ่านกำแพงและทลายหอคอย แต่ในห้องทดลองลับของพวกนาซีที่อยู่ใต้โบสถ์แห่งนี้ ทหารจีไอที่มีจำนวนเพียงน้อยนิดต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ผมจะขอรีวิวแบบเป็นกลางนะครับ ไม่เอาสิ่งที่ผมขัดใจจากอีตา J.J. เข้ามาในรีวิวนี้ ฉะนั้นเราจะมองข้ามความโกรธส่วนตัวของผมออกไปก่อนครับ มาพูดถึงตัวหนังกันแบบเพียวๆ กันก่อน
หนังเข้าขั้นมันส์เต็มสูบครับ ถ้าขีดความมันส์มี 100 ผมว่าเรื่องนี้มันส์ปรอทแตกเลยล่ะ มันสนุกโดยที่เป็นตัวของมันเองครับ ไม่พยายามจะแหวกแนวไปไหนจนถึงตอนจบ มันทำให้หนังดูเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าที่ผมคาดไว้ หนังมีส่วนคล้าย Saving Private Ryan อยู่เยอะเลยครับ ขนาดฉากเปิดเรื่อง (ที่เห็นในตัวอย่าง) ยังคล้ายกันเลย ตอนแรกผมก็กังวลครับว่ามันจะซ้ำมั้ยเนี่ย แต่พอหลังจากฉากนั้นมา ตัวหนังก็เข้าสู่โหมดจริงจังทันทีครับ หนังฉายภาพของสภาพสงครามในตอนนั้นได้เรียลมากๆ (แนะนำคนที่ยังไม่ดูให้ไปดูแบบ IMAX จะได้มันส์ปรอทแตกx2) งานซีจีสุดยอดครับ ทำได้ดีมากๆ ทางด้านเสียงนี่ก็กระหึ่มจริงๆ แค่ 10 นาทีแรกหนังก็ทำให้เราบันเทิงเต็มสูบแล้วครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ครึ่งเรื่องหลัง นั่นคือพาร์ท “Zombie Apocalypse”
พาร์ทที่แล้วมันส์ขนาดไหน พาร์ทนี้ยิ่งมันส์กว่าครับ มันส์ปรอทแตกสองอันเลย ทางด้านความระทึกก็จัดว่าเวิร์คเลยล่ะ แค่ฉากที่พระเอกเดินดูห้องทดลองของนาซีนี่ความระทึกนี่ก็สุดๆ แล้วล่ะ ปกติผมจะไม่ค่อยรู้สึกแบบนี้กับหนังซอมบี้ครับ อย่าง World War Z รึว่า Train to Busan ที่คนเขาว่าดีกันทั่วประเทศ ผมดูแล้วยังไม่ค่อยแฮปปี้เลย ที่โอเคสุดสำหรับผมก็คงจะเป็น Dawn of the Dead ของอีตา Zack Snyder ครับ ถึงแม้ในฐานะหนังซอมบี้มันอาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองอะไรมาก แต่บทมันมันเขียนขึ้นมาสะท้อนจิตใจอันดำมืดของมนุษย์ได้ดีครับ ขอบอกเลยเรื่องนั้นทำเอาผมกลัว “คน” มากกว่า “ผีดิบ” ซะอีก พอมาเรื่องนี้ ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยประทับใจบทของตัวละครซักเท่าไหร่ เพราะแต่ละตัวแทบจะเบาบางมากครับ เรารู้เรื่องราวของแต่ละตัวละครน้อยสุดๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจากหนังเรื่องนี้ครับ (อ่าว! แล้วบ่นเพื่อ?) สิ่งที่ผมต้องการจะเห็นจากหนังเรื่องนี้ก็คือ “คน vs. ซอมบี้” แล้วหนังก็จัดให้เต็มๆ ครับ ถึงแม้เราจะไม่ได้เห็นซอมบี้เยอะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหามากครับ เพราะอย่างนี้แหละบรรยากาศหนังถึงไม่น่าไว้วางใจ ถ้ามันมาเป็นฝูงเราพอรู้ตัวทันครับ แต่เรื่องนี้มันมาแบบเดี๋ยวๆ มาแบบไม่ทันได้สังเกตุเห็นครับ ฉะนั้นถ้าหนังมันเงียบ มันหลอนมากครับ นี่แหละคือไม้เด็ดของหนังเรื่องนี้ เพราะ “บรรยากาศกับความมันส์สุดติ่ง” ของมัน ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำได้ขนาดนี้มาก่อนครับ
สรุป
๏ หนังมันส์มาก มันปรอทแตก
๏ ใครชอบหนังสงคราม ต้องดู
๏ ใครชอบหนังซอมบี้แบบเรียลๆ ต้องดู
๏ ด้านความบันเทิง หนังทำได้สุดมาก
๏ หนังอาจจะไม่ได้เพอร์เฟคไปซะทุกด้าน แต่มันส์…มันส์สุดๆ
beartai
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงช่วงเวลายกพลขึ้นบก ทีมทหารพลร่มอเมริกัน กระโดดร่มลงสู่พื้นในฝรั่งเศสที่อยู่ในพื้นที่ยึดครองของนาซี เพื่อปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่อความสำเร็จในการรุกเข้าสู่เขตศัตรู กับภารกิจการทำลายเครื่องส่งคลื่นวิทยุที่อยู่เหนือโบสถ์ที่แข็งแกร่งดั่งป้อมปราการ กลุ่มทหารที่สิ้นหวังผนึกกำลังกับชาวบ้านชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง เพื่อเจาะผ่านกำแพงและทลายหอคอย แต่ในห้องทดลองลับของพวกนาซีที่อยู่ใต้โบสถ์แห่งนี้ ทหารจีไอที่มีจำนวนเพียงน้อยนิดต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน จากการดูแลงานผลิตโดยผู้อำนวยการสร้าง เจเจ อับรามส์ Overlord คืองานแอ็กชั่นผจญภัยที่ทำให้หัวใจเต้นตึกตัก และมาพร้อมจุดหักมุม
หนังเคยถูกเข้าใจว่าเป็นภาคหนึ่งในตระกูล Coverfield เพราะด้วยความที่เป็นหนังของ Bad Robot ค่ายหนังของ เจ.เจ. อับรามส์ ยิ่งตัวโปรเจ็กต์ผุดขึ้นมาแบบไม่มีเค้าใดบอกมาก่อน ยิ่งความลับเยอะก็ยิ่งทำให้แฟนคิดคาดไปว่าหนังน่าจะเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวใน Coverfield ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วเวลาก็ผ่านไปแล้วเปรี้ยงลงมาเป็นหนังซอมบี้ยุคสงครามโลกที่แยกเป็นเอกเทศของตัวเองในชื่อ Overlord นี่เอง
ว่ากันตามตรงความน่าสนใจของหนังก็คงเป็น
เป็นหนังในค่าย เจ.เจ. ที่ไม่เคยคาดเดาง่ายและทำเราผิดหวังยาก จริง ๆ แค่ข้อนี้ผมก็อยากดูแล้วนะ แต่สำหรับหลายคนก็คงบอกว่าธรรมดากว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ปะชื่อ เจ.เจ. ซึ่งก็ธรรมดาจริง ไม่ได้มีพล็อตเว่อวัง เหวอแตก หรือหักมุมอะไรทั้งสิ้น หลายฉากหลายช่วงออกจะไร้ตรรกะด้วยซ้ำ ยิ่งพวกสายสงครามโลกอาจดูไปด่าไปได้เลยล่ะ ตั้งแต่เรื่องคนดำเป็นพลร่มแล้ว แต่ถ้าไม่ซีเรียสหนังก็ให้บรรยากาศสงครามโลกที่ดิบดุดันดีเหมือนกันนะ
พล็อตซอมบี้สงครามโลกครั้งที่ 2 อาจเก่าในสื่ออื่นเช่นเกม และอีกหลายต่อหลายเรื่อง และกับหนังมันก็มีหนังหลายเรื่องที่ให้อารมณ์ใกล้เคียง แต่ไอเดียของ บิลลี่ เรย์ ที่เคยเขียนบท The Hunger Games และ Captain Phillips ก็ทำให้ เจ.เจ. ที่จริง ๆ ก็คงผ่านหูผ่านตากับพล็อตแนวนี้ในสื่อใด ๆ มาเยอะยังเอ่ยปากว่า สนุก! แถมสมทบไปอีกว่าเหมือนได้ ร็อด เซอร์ลิ่ง ผู้ให้กำเนิดซีรีส์สยองสุดคลาสสิกอย่าง The Twilight Zone มาคิดอีกต่างหาก ซึ่งส่วนตัวมองว่าหนังก็พยายามหาที่ทางของตัวเองนะ เพราะแทนที่จะแฟนซีจ๋าแบบซอมบี้ หนังดันหนักเรื่องภารกิจเสี่ยงตายมากกว่า เรื่องซอมบี้เหมือนเป็นอุปสรรคสำคัญเท่านั้น มากกว่าที่จะบอกได้ว่ามันคือหนังซอมบี้ ใครชอบสายสงครามน่าจะชอบกว่าคนชอบสายซอมบี้เพียว ๆ
หนังเป็นฝีมือการกำกับของ ผู้กำกับที่โด่งดังในออสเตรเลียอย่าง จูเลียส แอฟเวอรี่ จาก Son of a Gun ซึ่งชำนาญในการเล่าเรื่องให้คนดูผูกพันกับตัวละคร ซึ่งจำเป็นกับตัวหนัง Overlord มาก ที่จะค่อย ๆ พาเราติดตามภารกิจของกลุ่มทหารอเมริกันแบบใน Saving Private Ryan แล้วค่อย ๆ บิดไปสู่ความเป็นหนังแฟนตาซีธริลเลอร์อย่าง ซอมบี้ ซึ่งหนังหลายเรื่องพล็อตมาแบบนี้ก็มักพลาดตกม้าตายกับการยัดฉากแอ๊กชั่นจนลืมไปว่าคนดูยังไม่ได้อินกับตัวละครเลยเฟร้ยไป แต่กับเรื่องนี้แม้เริ่มเรื่องจะตัวละครยุ่บยั่บ แต่เอาจริงก็มีตัวหลัก ๆ แค่ 4-5 คนเท่านั้น ก็ตามได้สบาย ๆ ล่ะนะ แล้วด้วยความอ่อนด๋อยของตัวเอกอย่างทหารผิวดำ หลายครั้งเราก็อดเอาใจช่วย และบางครั้งก็หงุดหงิดโคตร ๆ ในความโลกสวยของนางเหมือนกัน ยังดีว่ามีตัวเอกหลายตัวให้เราเอาใจช่วยด้วย 55
ภาพความสยดสยองของซอมบี้ในเรื่องที่โคตรโหด แบบโหดเว่อ นี่ล่ะสะใจสายสยองแอ๊กชั่นดิบ ๆ เรียล ๆ เพราะงานนี้ใช้ซีจีน้อยมาก แล้วใช้พวกอวัยวะเทียมทำกันแบบสมจริง นึกถึงหนังสัตว์ประหลาดแบบร่างกายแหลกเละ บิดเบี้ยว เนื้อสด ๆ เลือดสาด ๆ กระดูกทิ่มทะลุผิว ประมาณหนังยุคเก่า ๆ หน่อยที่โหดมากกกก เตือนเลยว่าภาพหนังโหดจริงจัง และความดิบมันก็ไม่จำกัดแค่ช่วงซอมบี้มานะ เพราะฉากสงครามต่าง ๆ ก็กระหน่ำหนักอย่างไม่ทันตั้งตัวหลายรอบเลย โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่เป็นการยกพลขึ้นบกของหน่วยพลร่มที่ระอุมาก ไม่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่นเลยในแนวสงครามที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์ใหม่เลยล่ะ
นักแสดงที่ไม่ดังมากทำให้เราอินกับเนื้อหาใหม่ได้ง่าย ทั้ง โจแวน อะดีโป ที่ช่ำชองมาจากซีรีส์หลายต่อหลายเรื่องแต่ยังสดสำหรับหนังจอใหญ่ เขาต้องเล่นเป็นทหารผิวสีคนเดียวในกลุ่ม และเป็นตัวแทนผู้ชมในหนังด้วย นับว่าน่าสนใจ ยังไม่นับ ไวแอ็ตต์ รัสเซลล์ ลูกชายของ เคิร์ต รัสเซลล์ ที่มาแสดงสมทบด้วยอีกคนนะ
ข้อด้อยหลัก ๆ ของหนังเลยที่จับได้คืิอ มันมีวิธีเล่าแบบเกรดบีหน่อย ๆ เน้นความมันและมองข้ามความสมจริงหลายจุด ซึ่งบางครั้งเราก็หงุดหงิดกับการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนะ เนื้อเรื่องก็พุ่งตรงแทบจะเส้นตรงไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ความเป็นหนังซอมบี้ไม่ได้โดดเด่นด้วยความจงใจให้องค์ประกอบความเป็นหนังสงครามสำคัญกว่า ก็อาจทำให้ใครที่คาดหวังไปดูหนังวิ่งหนีขยี้ฆ่าซอมบี้เป็นร้อยเป็นพันผิดหวังได้ และเอาจริง ๆ มันก็ไม่ใช่ซอมบี้เสียทีเดียวนะ เพราะคนที่โดนกัดจะไม่เป็นซอมบี้ มันเหมือนสัตว์ประหลาดจากการทดลองมนุษย์มากกว่า ดังนั้นมันต้องมองในแง่หนังสงครามโลกผสมสยองขวัญแนวไซไฟเสียมากกว่า ซึ่งก็โอเคนะ สนุกดี