ดูหนัง Life of Pi (2012) ชีวิตอัศจรรย์ของพาย เรื่องราวของเด็กหนุ่มชาวอินเดีย ชื่อ พาย พาเทล ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์เรือล่ม โดยใช้ชีวิตอยู่ในเรือชูชีพเป็นเวลา 227 วัน กับบรรดาสิงสาราสัตว์นานาชนิด รวมถึงเสือเบงกอลตัวมหึมา พายต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังกับเจ้าสัตว์ร้ายนี้โดยใช้ความรู้ ไหวพริบ และศรัทธาทั้งหมดเพื่อให้มีชีวิตรอด
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Suraj Sharma
Irrfan Khan
Adil Hussain
Tabu
ผู้กำกับ
Ang Lee
รีวิวหนัง Life of Pi (2012) ดูหนังออนไลน์
Life Of Pi (ชีวิตอัศจรรย์ของพาย) เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการบอกเล่าของพายที่กำลังให้สัมภาษณ์กับนักเขียนหนังสือคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตของเขาเอง ตั้งแต่เกิดและเติบโตขึ้นในสวนสัตว์ของพ่อเขา ตลอดจนที่มาของชื่อจริงว่า “พิสซีน โมลิทอร์ พาเทล” ที่ดันไปพ้องเสียงกับคำว่า “ชิ้งฉ่อง” จนเขาถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้ออยู่นาน กระทั่งเปิดเทอมใหม่ในปีถัดไปเขาก็สร้างความน่าทึ่งในการแนะนำตัวใหม่ในชื่อเล่น “พาย” ว่าเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์และย้ำในทุก ๆ วิชาจนทำให้ทุกคนจดจำเขาในชื่อใหม่นั้นแทน นอกจากนั้นก็เป็นการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของเขาอย่างเช่น การกินอาหาร การจีบสาว หรือการนับถือศาสนาที่พายเชื่อถึง 3 ศาสนาด้วยกัน เป็นต้น
แต่ความเข้มข้นของเรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนนั้นจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่พ่อของพายตัดสินใจที่จะขายสวนสัตว์และสัตว์ของเขาทั้งหมดเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ที่แคนนาดา พวกเขาต้องเดินทางด้วยเรือขนส่งขนาดใหญ่พร้อมกับบรรดาสัตว์เหล่านั้น แต่ระหว่างทางเกิดมีคลื่นลมพายุจนเป็นเหตุให้เรืออับปางและพายต้องหนีลงเรือเล็ก รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กำลังลอยเคว้งอยู่กลางทะเลบนเรือชูชีพ แต่ที่พีคไปกว่านั้นคือการที่พบว่าเขาไม่ได้กำลังเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง แต่ต้องเอาชีวิตรอดกลางทะเลไปพร้อม ๆ กับ “ริชาร์ด ปาร์คเกอร์” เสือเบงกอลที่หนีจากกรงมาได้ตอนเรืออับปางนั่นเองครับ เหตุการณ์หลังจากนั้นพายได้ทำอะไรบ้างถึงสามารถเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้และมันเปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างไรคงต้องไปติดตามกันต่อ
ในส่วนมุมมองของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ตอนต้นเรื่องที่หนังใช้การเล่าเรื่องแบบเข้าใจได้ง่าย ดูได้เพลิน ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก เหมือนจะเน้นหนักไปในเรื่องของงานภาพในฉากต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้อย่างสวยงามตระการตา ทำให้เราเห็นความสวยงามของท้องทะเลที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพและ CG ของสัตว์ต่าง ๆ ในเรื่องดูสมจริง ยิ่งเกาะที่พายเจอกลางทะเลโดยบังเอิญถ้าหากมีอยู่จริงคงจะสวยเอามาก ๆ เลย แต่ก็น่าเสียดายที่มันเป็นแค่เกาะแห่งจินตนาการเท่านั้น ถ้าจะบอกว่าจุดเด่นและความน่าจดจำของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ความสวยงามของกราฟิกก็คงจะไม่เกินไปนักครับ
ความประทับใจอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือในหนังจะมีการถ่ายทอดวัฒนธรรมต่าง ๆ ของคนอินเดียในมุมที่เราอาจจะไม่เคยรู้เคยเห็น อย่างการที่พูดถึงความเชื่อของศาสนาต่าง ๆ ทั้งฮินดู คริสฯ และอิสลามผ่านตัวของพายที่เปิดใจรับฟังคำสอนของทุกศาสนา อีกทั้งพร้อมที่จะเข้าใจว่าแต่ละศาสนานั้นล้วนแต่สอนให้เราเป็นคนดี ไม่แบ่งแยก ตัวละครที่เป็นพ่อของพายเองแม้จะเป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาใดและแม่ที่นับถือศาสนาฮินดูก็ไม่เคยคะยั้นคะยอหรือบังคับเขาให้นับถืออะไร ถือเป็นการให้เกียรติและเคารพความเชื่อของกันและกัน ซึ่งมันเป็นตัวอย่างที่ดีมากครับ
pantip
เป็นเรื่องราวของ Pi หนุ่มชาวอินเดีย ที่นับถือศาสนา 3 ศาสนาในเวลาเดียวกัน คือ คริสต์ อิสลาม และฮินดู (เหตุผลไปดูเองในหนัง) ซึ่งที่บ้านมีสวนสัตว์เป็นของตัวเอง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้จำเป็นต้องขายสัตว์เหล่านั้นให้กับสวนสัตว์ของเมริกา โดยใช้เรือญี่ปุ่นในการขนบรรดาสัตว์นานาชนิดข้ามฟ้าข้ามทะเล แต่แล้วกลับเกิดเหตุการณ์ซึ่งทำให้เรือต้องอัปปางจมทะเล แต่ Pi รอดจากเรือล่ม โดยติดอยู่ที่เรือชูชีพลำหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอยู่ในเรือชูชีพอยู่หลายวันจนในที่สุดเรือก็เข้าสู้ชายฝั่งแม็กซิโก จากนั้นมีชาวญี่ปุ่นมาสัมภาษณ์ Pi ว่าทำไมเรือถึงล่ม และเขารอดมาได้อย่างไร Pi เล่าว่า เรือชูชีพลำนั้น มีทั้ง เสือเบงกอ ม้าลาย ลิงอุรังอุตัง และหมาไฮยีน่า แต่คนญี่ปุ่นกลับไม่เชื่อเรื่องที่ Pi เล่า โดยอ้างว่า มันเกินจริง และอัศจรรย์เกินไป Pi จึงเล่าอีกเรื่องที่คล้ายๆกันแต่ดูธรรมดากว่า สมเหตุสมผลมากกว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนหลอก เกิดอะไรขึ้นในเรือชูชีพลำนั้น Pi เอาชีวิตรอดมาได้อย่างไร คงต้องไปติดตามกันเองในหนัง
บทดี ต้องขอชมเลยว่า บทหนังเรื่องนี้ดีมากๆ สมแล้วที่ได้รับว่าเป็นหนังสือที่ควรอ่านก่อนตาย โดยการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์ตั้งแต่เริ่มเรื่อง แฝงความตลกขบขันเป็นระยะๆ โดยมีเรื่องราวของ ศาสนา ความเชื่อ ความศรัธา ที่เป็นสิ่งหยึดเหนี่ยวจิตใจของคนเรา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เป็นที่หยึดเหนี่ยวจิตใจเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์หรือมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ การดิ้นรนเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต ถ้าตกอยู่ในสถาการณ์ที่ไม่มีทางเลือก ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้อยู่รอด ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจริงในชีวิตมนุษย์ และกลายเป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ แฝงอะไรต่อมิอะไรให้เราได้เก็บไปคิดมากมาย ถึงแม้ว่าจะดูหนังจบไปแล้วก็ตาม
ภาพสวย ต้องยอมรับว่า Ang Lee เป็นผู้กำกับที่มีความละเอียดอ่อนจริงๆ ใส่ใจและเน้นรายละเอียดของแต่ละฉากและทำออกมาได้สวยงามอย่างมีชั้นเชิง ถึงแม้ว่าหลายๆฉากจะดูเกินจริงไปหน่อย อาจเป็นเพราะทุกอย่างมันเกิดจากการเล่าเรื่องของตัวละครหลัก ที่คนฟังจะต้องจินตนาการตาม ภาพที่ออกมาเลยตระการตาเป็นพิเศษ ไม่ว่าเป็น การเคลื่อนไหวที่สวยงามของเหล่าสัตว์นานานชนิดในตอนต้นของเรื่อง ความสดใสของท้องทะเลสีฟ้า หรือจะเป็นแสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่กระทบกับหน้าน้ำบนท้องทะเล แสงระยิบระยับของหมู่ดาวสะท้อนลงสู่แผ่นน้ำจนสามารถมองเห็นหมู่แมงกระพรุนลอยเรืองแสงอยู่เบื้องล่างใต้น้ำอันใสสะท้อน พระจันทร์ที่เด่นสง่าบนท้องฟ้า ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน หรือจะเป็นฝูงปลาบิน และปลาอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงความสวยงามของเกาะที่มีฝูงเมียแคทอีกด้วย เรียกได้ว่าจัดเต็มทุกรายละเอียดเลยก็ว่าได้
เอฟเฟคเยี่ยม ว่ากันว่า ใช้ซีจีเกือบทั้งเรื่อง จุดเด่นมันอยู่ตรงที่ สิงสาราสัตว์ต่างๆ แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริง อันไหนซีจี สมจริงมาก และฉากเรือล่ม ก็ทำออกมาได้สมจริง ตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปกับตัวละคร อีกเรื่องที่น่ายกย่องก็คือ ฉากสามมิติไม่ได้เน้นฉากที่ของพุ่งเข้าสู่ผู้ชม แต่กลับเน้นความสวยสดงดงามและความสมจริงของทุทกล้องมากกว่า จนลืมนึกไปเลยว่าสวมแว่นสามมิติอยู่