ดูหนัง Leave No Trace (2018) ปรารถนาไร้ตัวตน
เรื่องราวของพ่อและลูกสาววัยรุ่น ที่หลีกหนีจากสังคมเมืองมาใช้ชีวิตในป่า แต่ถูกทางการจับตัวได้ ทั้งคู่จึงต้องตัดสินใจอีกครั้งว่า จะกลับไปใช้ชีวิตในเมือง หรือหนีเข้าไปอยู่ในป่าอีกครั้ง วิลล์ ทหารผ่านศึกที่ป่วยด้วยโรค PTSDอาศัยอยู่กับทอม ลูกสาววัยรุ่นในฟอเรสต์พาร์คที่เก่าแก่ ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน พวกเขาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวโดยใช้ทักษะเอาตัวรอด ในป่า และเข้าเมืองเพียงเป็นครั้งคราวเพื่อหาอาหารและเสบียง วิลล์หาเงินด้วยการขายยาเบนโซไดอะซีพีนที่ออกโดย VAให้กับทหารผ่านศึกไร้บ้านอีกคนหนึ่ง หลังจากที่นักวิ่งจ็อกกิ้งพบทอมในป่า เจ้าหน้าที่อุทยานก็จับกุมพวกเขาและกักขังพวกเขาไว้โดยหน่วยงานบริการสังคม พวกเขาได้รับการประเมินและพบว่าทอมมีการศึกษาที่ก้าวหน้ากว่าวัยของเธอแม้จะไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาพบบ้านที่จะอาศัยอยู่ในฟาร์มต้นคริสต์มาสในชนบทของโอเรกอนเพื่อแลกกับงานของวิลล์ในฟาร์ม วิลล์เริ่มทำงานบรรจุหีบห่อต้นไม้โดยไม่เต็มใจแต่ก็รู้สึกไม่สบายใจกับเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายต้นไม้ ทอมได้พบกับเด็กชายในท้องถิ่นที่กำลังสร้างบ้านเล็ก ของเขาเอง และเขาแนะนำเธอให้รู้จักกับ ชมรมเยาวชน 4-H ในท้องถิ่น หน่วยงานบริการสังคมยังคงตรวจสอบพวกเขาและกำหนดให้กรอกแบบฟอร์มอย่างต่อเนื่อง
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
นักแสดง
Ben Foster เบน ฟอสเตอร์

Thomasin McKenzie

Jeff Kober

ผู้กำกับ : เดบรา กรานิก
รีวิว Leave No Trace (2018) ปรารถนาไร้ตัวตน
beartai
หนังสายรางวัลที่ผ่านเวทีประกวดมามากมายจากเทศกาลหนัง และได้เสียงฮือฮาจากเทศกาลซันแดนซ์ หนังมีจุดขายอยู่ที่ชื่อของ เดบร้า การ์นิค ผู้กำกับหญิง ที่เคยมี “Winter’s Bone”เป็นผลงานกล่าวขวัญเมื่อปี 2010 ทำให้เดบร้า ได้ไปไกลถึงขั้นเข้าขิงผู้กำกับยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ และเป็นหนังเรื่องแรกที่ส่งให้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นที่รู้จัก เดบร้า เว้นช่วงไปถึง 8 ปี จึงได้กลับมากับเรื่องนี้ ที่เธอเหมารวมหน้าที่กำกับและเขียนบทเองเช่นเคย โดยดัดแปลงมาจากนิยาย “My Abandonment” ของ ปีเตอร์ ร็อค
เล่าเรื่องของพ่อและลูกสาว วิลล์ และ ทอม ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าสงวน โดยไม่เล่าที่ไปที่มา เปิดฉากมาให้เห็นว่าทั้งคู่ดำเนินชีวิตกันไปแต่ละวันอย่างมีความสุขกับการทำอาหาร เก็บเห็ด ประทังชีวิตกันไปวัน ๆ ใช้เวลาว่างกับการเล่นหมากรุก แต่ก็ยังเตรียมพร้อมกับการหนีและซ่อนตัวถ้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาจับพวกเขา เหตุจากการมาใช้พื้นที่ป่าสงวนมาเป็นที่อยู่อาศัย แล้วไม่นานจากนั้น ทั้งคู่ก็โดนเจ้าหน้าที่ป่าไม้รวบตัวได้จริง ๆ องค์การสังคมสงเคราะห์เข้ามาดูแลวิลล์และทอม ด้วยการหาบ้านให้อยู่เป็นหลักแหล่ง หางานให้ทำ หาโรงเรียนให้ทอม ดูแล้วก็น่าชื่นชมกับสวัสดิการสังคมของอเมริกาเสียจริง แต่วิลล์ก็ไม่พอใจกับการใช้ชีวิตตามระเบียบกฏเกณฑ์สังคม ทั้งที่ชีวิตก็ดูเข้าที่เข้าทางดีแล้ว วิลล์สั่งให้ทอมเก็บข้าวของจำเป็นและออกเดินทางเข้าป่าอีกครั้ง การผจญภัยครั้งนี้ของพ่อลูกจะลงเอยอย่างไร ค่อยไปดูกันเองแล้วกันนะ
หนังได้เสียงตอบรับอย่างดีมากกกก จากนักวิจารณ์ ใน Rottentomatoes ได้สูงถึง 100% เต็ม และ Metacritic ที่ 88 คะแนน หนังมาตามสูตรหนังรางวัลเดินหน้าไปอย่างหนัก ๆ ช้า ๆ ให้คนดูค่อย ๆ ซึมซับความเครียดกดดันของวิลล์ โดยผ่านการแสดงของเขา เพราะตลอดเรื่องวิลล์จะไม่ค่อยพูดหรือแสดงออกถึงความคิดตัดสินใจในการหลีกหนีวิถีสังคมของเขา หนังเผยให้เห็นเพียงข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ทอมบังเอิญไปเจอข่าวว่าบรรดาทหารผ่านศึกพากันฆ่าตัวตายมากมายเท่านั้น โดยส่วนตัวการอธิบายเพียงเท่านี้รู้สึกว่าเป็นเหตุผลเบาบางเกินไป กับผลลัพท์ที่ถูกใช้เป็นประเด็นหลักของเรื่อง กับการที่วิลล์เลือกที่จะหันหลังให้สังคมแล้วใช้ชีวิตในป่า
เป็นหนังที่ดูไปแล้วก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างให้รู้สึกขัดใจกับเรื่องราวและความไม่สมจริงของหนัง ที่มองเห็นได้ชัดโดยไม่ได้พยายามจับผิดแต่อย่างใด ทั้งเรื่องความสะอาดของเสื้อผ้าหน้าผมของทั้งวิลล์และทอม ที่ดูสะอาดสะอ้านเกินไปสำหรับคนที่ใช้ชีวิตนอนในเต็นท์มีฝนรั่ว กินกลางดิน ไม่มีห้องน้ำชำระเนื้อตัว หนังไม่ได้อธิบายด้วยว่าทั้งคู่ใช้ชีวิตแบบนี้กันมานานเท่าไหร่แล้ว เลือกเล่าเรื่องแบบดราม่าหนัก ๆ อย่างนี้ เรื่องความสมจริงนี่ต้องมาเป็นอันดับแรก ๆ เลยครับ หนังตอบข้อสงสัยเรื่องรายได้ของพ่อลูก ที่วิลล์เอาใบสั่งยาไปขายให้พวกเร่ร่อนด้วยกัน แล้วใช้เงินจำนวนนี้ไปซื้อข้าวของจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ยิ่งชวนสงสัยว่าเงินจากพวกเร่ร่อนด้วยกันนี่มันมากพอให้จับจ่ายใช้สอยประทังชีวิตได้เลยเหรอ
จุดที่ขัดใจที่สุดคือการเป็นพ่อที่ไร้น้ำใจของวิลล์ ที่เลือกจะเป็นขบถสังคมโดยไม่สนใจอนาคตของลูกสาวที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ทอมก็รักพอตามใจพ่ออย่างที่สุด ซึ่งผิดวิสัยกับเด็กสาววัยรุ่นที่น่าจะอยากมีชีวิตสนุกกับเพื่อนในวัยเดียวกัน อยากจะได้แต่งหน้าแต่งตาสวย ๆ ตามวัย ถึงแม้จะได้เข้าเมืองไปเห็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ก็กลับไม่รู้สึกอะไร แม้ตอนที่ได้อยู่กับเพื่อนสาวในสถานสงเคราะห์ก็ยังเป็นห่วงเรียกหาแต่พ่อ ในขณะที่ลูกสาวรักและกังวลอยู่เรื่องเดียวว่าจะได้ใช้ชีวิตประสาพ่อลูกกันอีกไหม แต่ในทางตรงกันข้ามวิลล์กลับไม่ได้ใยดีกับชีวิตความเป็นอยู่ของลูกสาวเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งช่วงที่ทอมกำลังจะได้เข้าโรงเรียนแต่วิลล์ก็ยังไม่สนใจใยดีกลับพาลูกตรงเข้าป่าแบบไร้จุดหมายอีกครั้ง ไม่หยุดพักแม้ทอมจะขอร้องว่าปวดล้าเจ็บขาไม่สามารถเดินต่อได้ไหวอีกแล้ว