ดูหนัง Jumper (2008) จัมพ์เปอร์ ฅนโดดกระชากมิติ เดวิด ไร้ซ์ (เฮย์เด้น คริสเตนเซ่น)เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับความสามารถพิเศษที่ใคร ๆ ต่างก็อยากมี เขาเคลื่อนที่ไปยังที่ใดในโลกก็ได้ดังใจปรารถนาโดยอาสัยช่องโหว่ของกาลเวลาก้าวจากที่หนึ่งไปยังตึกใดก็ได้ ไปยังเมืองใดก็ได้ เพียงพริบตาเดียวเขาก็ โดดกระชากมิติ จากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง แล้วก็กลับมายังจุดเดิมได้ดังใจสั่งเลย เย็นวันเดียวกันเขาปรารถนาจะชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสัก 20 ครั้งก็ไม่ใช่เรื่องลำบาก เช้าวันไหนอยากไปรับประทานอาหารเช้าบนยอดสฟิงซ์ในอียิปต์ก็ไม่ยาก แล้วจะขึ้นกระดานเซิร์ฟโต้คลื่นที่ออสเตรเลีย ทั้งวันก็ย่อมได้ พลบค่ำก็ดื่มด่ำกับบรรยากาศดินเนอร์สุดหรูในกรุงปารีส ก่อนจะไปตบท้ายของหวานที่ญี่ปุ่น ก็สบาย ๆ เขายังโดดทะลุกำแพงเข้าไปยังเซฟของธนาคาร และห้องลับสุดยอดที่ไหนก็ได้ แต่เขาก็ได้อาศัยความสามารถพิเศษนี่แหละพยายามหนีให้พ้นอดีตอันขมขื่น, ตักตวงหาผลประโยชน์จากความสามารถพิเศษอย่างเต็มที่, และไม่คิดจะพึ่งพาใครทั้งสิ้น เขาไม่เคยล่วงรู้ถึงขอบเขตหรือข้อจำกัดของความสามารถพิเศษนี้มาก่อน หรือแม้แต่พันธะที่จะตามมากับมันด้วยซ้ำ จนกระทั่งบัดนี้
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Hayden Christensen (เฮย์เดน คริสเตนเซน)
Jamie Bell (เจมี เบลล์)
Rachel Bilson (เรเชล บิลสัน)
Michael Rooker (ไมเคิล รูกเกอร์)
ผู้กำกับ
Doug Liman (ดั๊ก ไลแมน)
รีวิว Jumper (2008) จัมพ์เปอร์ ฅนโดดกระชากมิติ
⭐ รีวิวหนังให้คนดู
🤩 คะแนน: 8/10 ดาว
หนังหลายปีแล้ว หยิบมาดูอีกรอบ เด็กๆชอบมากเลย เนื้อเรื่อง ว่าด้วยชายที่มีพลังพิเศษในการกระโดดข้ามมิติ และสามารถไปไหนก็ได้ดั่งใจคิดด้านเนื้อเรื่อง หนังไอเดียดีมากๆ แต่ประสบปัญหาเรื่องบท และการแสดงสุดแข็งของพระเอกของเรื่อง(Hayden Christensen)ความโม้เกินจริง ตัวละครที่ไม่มีการสร้างปมใดๆทั้งสิ้น แค่รู้ว่านี่ตัวร้าย นี่เพื่อนพระเอก นี่นางเอก คือไม่มีเฉลยอะไรทั้งสิ้น หนังเหมือนจะปูภาคต่อมาแน่ๆ แต่รายได้ไม่เข้าเป้า จึงพับไปอดดูกันหมด แถมยังมีปัญหาเรื่องความไม่ค่อยจะสมเหตสมผลซักเท่าไรด้านการแสดง เซ็งกับการแสดงสุดแข็งของพระเอกมากๆ เห็นแกเคยแสดงสตาร์วอร์ก็ใช้ได้นะ แต่..เรื่องนี้แข็งมากๆ ดราม่าก็เก้ก แอคชั่นก็เก้ก มีความรักก็เก้ก คือแบบเฮ้อออ แต่ซามูเอล เรื่องนี้เล่นดีชอบเฮียดีด้านภาพ ชอบมากกก หนังดูลงทุนมากแถมไปถ่ายตามที่ต่างๆทั่วโลก CG ก็สวยแอคชั่นก็ดี ดันมาพังที่บทซะงั้นโดยรวมเป็นหนังที่ไอเดียดีมากๆ มีหลายคนคงอยากให้มีภาคต่อแน่ๆ แต่หนังก็คือธุรกิจ กลุ่มคนที่ไม่ชอบมันมากกว่ากลุ่มคนที่ชอบนั่นเอง โดยรวมแล้วแอดชอบเพราะเบื่อการเดินทางใน กทม มากๆ ถ้ามีพลังนี้คงสบายย
⭐ รีวิวหนังให้คนดู
🤩 คะแนน: 8/10 ดาว
เด็กหมุ่นผู้ค้นพบพลังที่จะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจอย่างอิสระเสรี ด้วยความสามารถพิเศษคือการจัมพ์ และด้วยพลังนี้ทำให้เขาดำเนินชีวิตอย่างสบาย จนกระทั้งสิ่งที่ปกปิดต้องถูกเปิดเผยจากองค์ลับที่ไล่ฆ่าตามเก็บเหล่าจั้มพ์เปอร์ ทำให้เดวิลหนีตายด้วยการจั้มพ์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งนั้นทำให้เขาได้พบกริฟฟรินที่มีประสบการณ์และเทคนิคการจั้มพ์มากกว่า และรู้เรื่ององค์กรลับนี้ว่ากำลังตามเก็บ ทำให้เดวิลได้รู้ความจริงในหลายๆอย่าง รวมถึงความจริงบางอย่างที่ยังคาใจ แต่แล้วเดวิลก็เลือกทางใหม่ที่จะสู้กับองค์กรนี้ด้วยพลังพิเศษที่จะกระโดดไปที่ไหนก็ได้ด้วยพลังของการเป็นจั้มพ์เปอร์ตัวหนังเปิดตัวได้น่าสนใจกับเรื่องพลังพิเศษที่เหมือนกับว่าเป็นพวกแหกมิติไปโผล่ที่ไหนก็ได้ที่ตัวเองอยากไปเพียงขอแค่เคยเห็นที่นั้น สังเกตได้ง่ายๆว่าทำไมในห้องเดวิลถึงมีแต่รูปภาพมากมายตามผนังห้อง ซึ่งช่วยในการเตือนความจำเมื่ออยากไปไหนให้มองรูปก็ไปโผล่ที่นั้นได้จากที่เห็นในช่วงเปิดเรื่องในขณะที่เดวิลกำลังเด็กได้ใช้พลังพิเศษในการไปที่ห้องสมุดได้ไม่รู้ตัวและแปลกประหลาดกับตนเอง แต่หนังไม่ได้ใส่อารมณ์ชวนประหลาดหรือน่าตกใจให้เกิดความสงสัย ประมาณว่าตัวละครเล่นแข็งกับเรื่องผิดปกติที่เกิดกับตัวเอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเป็นเด็กที่อยากรู้อยากลองเมื่อเกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นก็เลี่ยงจะให้ใครสังเกตหรือจับผิด แต่ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีใครรู้จนเดวิลตัดสินใจหนีออกจากบ้านด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถยอมรับพ่อได้เดวิลเลือกทางออกจากครอบครัวที่ไม่มีความสุขและแผนในใจบางอย่างกับการขโมย เมื่อรู้รายละเอียดของพลังที่ว่าจะย้ายตัวเองไปที่อื่นได้นั้นต้องเคยเห็นสถานที่นั้นเสียก่อน จากในเรื่องเดวิลไปธนาคารและเห็นตู้เซฟที่มีเงินมากมาย ทำให้เขาสามารถกระโดดข้ามมิติจากอีกที่หนึ่งไปยังห้องเซฟได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนใดๆเพียงแค่วาปไปเลย และด้วยชีวิตที่เป็นแบบนี้และหลงใหลกับการไปไหนมาไหนแบบสบายๆเพียงแค่นึก ทำให้ไม่ต่างอะไรกับวัยรุ่นที่เที่ยวไปวันๆซึ่งหลัจากเดวิลโตขึ้นก็เห็นว่าไม่เอาไหนมากมาย เป็นผู้ชายเสพความสุขไปวันๆ
จนกระทั้งคดีที่เคยขโมยเงินจากธนาคารได้กระจ่างขึ้นและมีนักล่าที่ตามเก็บคนที่มีพลังแบบนี้อย่างเดวิลอยู่ด้วยต้องยอมรับเลยว่าเดวิลในเรื่องค่อนข้างเป็นพระเอกที่มีนิสัยไม่รู้จักโตจริงๆยังคงมีอุปนิสัยแบบเด็ก ไม่มีความคิดแบบผู้ใหญ่ที่มีทัศนะที่กว้างขึ้นหรือจะรอบคอบขึ้น ทั้งที่มาอยู่ข้างนอกปะปนในสังคมแล้วแท้ๆ จากในเรื่องจะพบว่าเดวิลได้เจอคนประเภทเดียวกันกับเขาที่มีพลังแบบนี้อยู่ ซึ่งคือกริฟฟิน(Jamie Bell )จากในเรื่องกริฟฟรินเห็นความผิดปกติบางอย่างและแอบตามเดวิลห่างๆ จนองค์กรพาราดีนที่เป็นนักล่าจัมพ์เปอร์มาตามเก็บเดวิล และเดวิลก็ได้รู้ความจริงจากกริฟฟรินที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรว่าถูกตามล่าอยู่ เห็นได้ว่าแม้เดวิลจะชอบเที่ยวรอบโลกมากแค่ไหนด้วยการจัมพ์ก็ไม่ช่วยให้รู้ความจริงอะไรขึ้นมาเลยเนื้อเรื่องมีการปูทางที่กระชับและง่ายจนเกินไป เพราะขาดเหตุผลอย่างรอบคอบเหมือนเป็นไปโดยง่ายและบังเอิญอย่างที่สุด รวมถึงการปรากฏตัวของกริฟฟรินที่เหมือนจะเป็นคู่หูเดวิลมาสักพักก่อนจะขัดแย้งกันด้วยเรื่องจัดการพวกพาราดีนที่ไม่ลงรอยและสู้กันเอง ซึ่งตรงนี้ดูสนุกขึ้นมาเพราะต่างคนต่างไล่กวดกันจัมพ์แบบไปที่นู้นที่นี้ที่นั้นในไม่กี่นาทีถึงแม้เนื้อเรื่องจะง่ายค่อนข้างมากแต่ในพล็อตเรื่องนับว่าน่าสนใจไม่น้อย ซึ่งควรจะจัดแจ่งให้มีเนื้อเรื่องที่ยากกว่านี้รวมถึงควรทำให้มีเนื้อเรื่องมีความน่าติดตามมากขึ้น เพราะบางจุดมีความอืดซึ่งบางครั้งจะมีเป็นส่วนเกินเสียมากกับบางฉากที่ควรตัดๆออกไป
จากที่เห็นในด้านเนื้อหายังคงมีปมต่างๆมากมายที่ไม่คลี่คลายให้เสร็จแบบจริงจัง อย่างเช่นองค์กรพาราดีนที่ตามฆ่าเหล่าจั้มพ์เปอร์ที่ไม่รู้ว่าทำไมกันแน่ จากในเรื่องมีการอธิบายที่นอกประเด็นอย่างสูง คือบอกว่าเป็น”พวกเลือดชั่ว มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่มีความสามราถไปไหนมาไหนได้” แล้วอะไรคือจุดบ่งบอกที่ชัดเจนนอกจากเป็นพวกเคร่งศาสนาแล้วที่น่าสนใจคือการอธิบายรูปลักษณ์ของพลังในการจั้มพ์ว่ามีหลักการใช้พลังอย่างไง รวมถึงข้อด้อยเมื่อโดนไฟฟ้าแล้วจะเป็นแบบไหนได้ดี รวมถึงการย้ายมิติไปกับสิ่งของที่ใหญ่มากกว่าตัวได้อย่างรถทัวร์ ที่กริฟฟรินจับจากโตเกียวไปโผล่ที่อียิปต์ คิดว่าในการจัดการเรื่องเอฟเฟคไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนเพราะทำออกมาดี ถึงแม้บางจุดจะเหมือนไม่เนียมเพราะใช้ CG มากไปหน่อยก็ตาม แต่ถือว่ายังโอเคอยู่ที่หายวาปไปมาแบบดูไม่งง แต่สำหรับคนที่ดูไม่ต่อเนื่องคงต้องงอย่างแน่นอน เพราะไหนจะโตเกียว อียิปต์ หรือจะตามสถานที่ต่างๆที่ล้วนแต่เห็นสลับฉากไปมาเพราะการจัมพ์ Jamie Bell รู้สึกน่าจะเป็นตัวเอกเสียมากกว่าเพราะเล่นขโมยซีน Hayden Christensen บ่อยมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ด้วยกันยิ่งเห็นได้ชัดเจนเลยว่าใครเหมาะเป็นผู้นำ แต่กระนั้นถ้าปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปคนที่จะเป็นพระเอกก็คงไม่ใช่พระเอก จึงจัดการบทกริฟฟรินให้ขัดแย้งกับเดวิล และผลคือความขัดแย้งในความจริงบางอย่างในส่วนลึกของนิสัยที่ดูตื้นๆจากเป็นพวกระวังตัวและมีความคิดมากกว่าเดวิล ก็กลายเป็นพวกรีบเร่งอยากจัดการพาราดีนไวๆแบบไม่สนใจใคร ทำให้ดูแล้วขัดตาอยู่บ้าง
แอ็คชั่นมีแน่นอนแต่ไม่อิ่มหรือมันส์กว่าที่คาดเอาไว้เพราะนอกจากจั้มพ์แล้วทำอย่างอื่นแทบไม่ได้เลย เนื่องจากอุปกรณ์ฝ่ายร้ายจะมีดีและแรงกว่ามาก จึงไม่แปลกที่เวลาโดนจับก็เสร็จอย่างเดียว ตรงจุดนี้ค่อยเพิ่มความดีกรีให้เข้มข้นขึ้นมาหน่อย นอกจากแอ็คชั่นที่ไม่อิ่มแล้วยังเรื่องอารมณ์ของหนังที่ไม่รุกเร้าอารมณ์เห็นในความพยายามของตัวละครเลย จึงเหมือนกับว่าไม่มีความสะใจหรือสนุกแบบสุดๆ ที่สำคัญคือตัวละครที่ถ้าวัดเอาจริงๆในเรื่อง Diane Lane ที่เล่นเป็นแม่เดวิลไม่จำเป็นต้องออกมาก็ได้ จริงอยู่ที่ว่าเป็นตัวละครที่บอกเหตุผลว่าทิ้งเดวิลไปทำไมและมีส่วนในการช่วยเหลือครั้งหนึ่ง ถึงกระนั้นยังคงดูน้อยมากและแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเรื่องเลยJumper คงเป็นหนังที่ขายกระแสวัยรุ่นได้พอประมาณ ที่ไม่คาดหวังกับเนื้อหาของเรื่อง เอาแค่ได้นักแสดงหล่อๆและเรื่องราวแบบวัยรุ่นที่มีความทะเยอทะยานมาใช้ให้สนุกแบบง่ายๆ แต่ที่ดีคือการลงทุนไปที่ต่างๆเพื่อเก็บโลเคชั่นสถานที่ทำให้การจัมพ์ดูเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นหนังดูเพลินที่ไม่ต้องไปหวังอยากคิดอะไรมากแถมแอ็คชั่นมาเป็นระยะๆชวนให้น่าติดตาม(ที่ถึงแม้จะไม่มีอะไร) แต่ถ้าปมประเด็นต่างๆถูกเปิดเผยมากกว่านี้คงจะดีไม่น้อย เพราะนั้นทำให้เนื้อเรื่องมีเป้าหมายมากกว่านี้
⭐ Merklin
🤩 คะแนน: 6/10 ดาว
จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณสามารถเทเลพอร์ตไปที่ไหนก็ได้ในโลกในพริบตา นั่นคือคำถามที่ถูกสำรวจใน Jumper ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องเร็วและเต็มไปด้วยฉากแอ็กชั่น แต่กลับว่างเปล่าและขาดการพัฒนา ธีมของภาพยนตร์เกี่ยวกับบุคคลที่สามารถหายตัวไปและปรากฏตัวขึ้นใหม่ที่ไหนก็ได้ตามต้องการเป็นแนวคิดที่ดี แต่การดำเนินเรื่องใน นั้นค่อนข้างอ่อนแอ ทำไมน่ะเหรอ? ความผิดทั้งหมดอยู่ที่ตัวภาพยนตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของซีรีส์ แทนที่จะใช้เวลาในการพัฒนาอะไรก็ตามในภาพยนตร์ กลับดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ โดยสร้างตัวละคร แนวคิด และจุดสำคัญของโครงเรื่องโดยไม่ขยายความ แก้ปัญหา หรือพัฒนาสิ่งเหล่านั้น ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเริ่มต้นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่เรื่องราวจะได้รับการอธิบายอย่างละเอียดมากขึ้น แต่เมื่อคุณจ่ายเงินเพื่อชมภาพยนตร์ คุณคาดหวังว่าจะได้เห็นจุดเริ่มต้น จุดกึ่งกลาง และจุดจบที่น่าพอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ไม่ได้สนใจมากนัก ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการขาดความลึกในภาพยนตร์คือตัวนักแสดง แม้ว่า Hayden Christensen จะดูจืดชืดเหมือนเช่นเคย แต่ทีมนักแสดง (รวมถึง Sam Jackson ที่มักจะสร้างความตื่นเต้นได้เสมอ) กลับละเลยบทที่ผิวเผินไปโดยสิ้นเชิง มีเพียง Jamie Bell เท่านั้นที่ทุ่มเทให้กับบทนี้ – นักกระโดดไอริชจอมเย้ยหยันของเขาน่าจะเหมาะเป็นตัวละครนำมากกว่า Anakinอย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะค่อนข้างตื้นเขิน แต่ก็มีบางอย่างที่ดูดี ฉากแอ็กชั่นสนุก รวดเร็ว และบ่อยครั้ง เอฟเฟกต์ภาพก็เจ๋ง และไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อเลยเนื่องจากภาพยนตร์ดำเนินเรื่องเร็วเกินไปอาจฟังดูเหมือนว่าฉันจะเข้มงวดกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากเกินไป แต่ก็ยากที่จะไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อคอนเซปต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ยอดเยี่ยมมากและผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร หากภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวที่ละเอียดกว่านี้ สมบูรณ์กว่านี้ และมีความสมบูรณ์มากกว่านี้ ก็คงจะเป็นภาพยนตร์คลาสสิก
⭐ Bihast9
🤩 คะแนน: 7/10 ดาว
ด้วยเหตุผลบางประการ ที่ไหนสักแห่ง/เมื่อ/หนึ่งในฮอลลีวูดตัดสินใจว่าภาพยนตร์ควรมีความยาว 90 นาที แม้แต่ในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง LOTR และ The GodFathers ก็ยังมีผู้คนบ่นว่าภาพยนตร์ยาวเกินไปอยู่เสมอ นี่เป็นปัญหาที่ทำให้ฉันหงุดหงิดเพราะ JUMPER ต้องใช้เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่ออธิบายและตอบคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบเนื่องจากกำหนดเวลา 90 นาทีที่ไร้สาระนี้ โดยรวมแล้วเป็นพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ การแสดงที่ดี สถานที่ที่ยอดเยี่ยม แต่การพัฒนาที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อมองตามความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นภาพยนตร์สำหรับพวกเราที่สามารถละทิ้งความคาดหวังและเพลิดเพลินกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้บางอย่างได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่และไม่ได้พยายามจะเป็นภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์ด้วยซ้ำ ฉันอยากเห็นภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ เพราะโครงเรื่องได้รับการวางโครงสร้างไว้แล้ว และฉันสงสัยอย่างยิ่งว่าการบ่นของฉันเกี่ยวกับความยาวของภาพยนตร์จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง เป็นโครงเรื่องที่สนุก ฉันแค่หวังว่ามันจะมีเวลาพัฒนามากกว่านี้
⭐ thethumbthing
🤩 คะแนน: 7/10 ดาว
ฉันได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อคืนนี้และต้องบอกว่าฉันประหลาดใจมาก ฉันอ่านความคิดเห็นมากมายใน IMDb เพื่อหาไอเดียว่าจะคาดหวังอะไรได้บ้าง หลายคนมีความคิดเห็นเชิงลบเกี่ยวกับการแสดงของ Hayden Christensen แต่ฉันไม่เห็นด้วย ฉันคิดว่าเขาจัดการกับตัวละครนี้ได้อย่างน่าสนใจ เมื่อพิจารณาว่าตัวละครของเขาออกจากบ้านเมื่ออายุประมาณ 16 ปี เลี้ยงดูตัวเองและใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อเลี้ยงตัวเองในลักษณะที่ดุเดือดและสนุกสนาน ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่เด็กธรรมดาๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง และเขาสามารถทำและไปที่ไหนก็ได้ที่เขาต้องการ สร้างตัวละครที่แปลกแยก ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ฉันคิดว่าการแสดงของเขาก็โอเค อาจไม่คู่ควรกับรางวัลออสการ์ แต่ก็ดูน่าสนใจมาก ฉันสนุกกับความเข้มข้นของเขา โดยรวมแล้ว ฉันคิดว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับสิ่งที่มันเป็น เอฟเฟกต์พิเศษยอดเยี่ยม และเรื่องราวก็เชื่อมโยงกันในหลายๆ ด้าน แนวคิดของการกระโดดเป็นสิ่งที่เราทุกคนเคยคิดถึงในบางครั้ง เช่นเดียวกับการเดินทางข้ามเวลา ฉันคิดว่าหลายๆ คนที่แสดงความคิดเห็นใน IMDb ไม่รู้ว่าการสร้างภาพยนตร์ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง แต่ชอบที่จะวิจารณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อฉันไปดูหนัง ฉันต้องการความบันเทิง หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ!! ไปดูซะแล้วอย่าลืมป๊อปคอร์นด้วย!!!