ดูหนัง Blade 2 (2002) เบลด 2 นักล่าพันธุ์อมตะ
เบรดเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งแวมไพร์ที่ถูกเผาให้ร้อนด้วยความแค้นจากคำสาปที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และต้องการปกป้องชีวิตเผ่าพันธุ์มนุษย์จากการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยเลือดครั้งนี้เบรดถูกสถานการณ์บังคับ ให้ร่วมทีมกับเหล่าแวมไพร์ที่เขาเกลียดเพื่อเอาชนะอสูรพันธุ์ใหม่ที่เตรียมพร้อมที่จะกำจัดทั้งมนุษย์และแวมไพร์เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของเบลด ครึ่งหนึ่งเป็นแวมไพร์อีกครึ่งคือมนุษย์เขาเกิดจากผลกระทบของแม่ที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ต้องขอบคุณวิสเลอร์ช่างทำปืนและที่ปรึกษาของเบลดที่ให้ทำเบลดมีเซรุ่มพิเศษที่ทำให้เขาสามารถเดินได้ในเวลากลางวันเบลดรู้จักกับสกัลผู้ช่วยพัฒนาอาวุธให้ดีที่สุด
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Wesley Snipe
Kris Kristofferson
Ron Perlman
Leonor Varela
ผู้กำกับ : กีเยร์โม เดล โตโร
รีวิว
Vintage Motion
– ครบรอบ 20 ปี Blade II: นักล่าพันธุ์อมตะ
.
นับเป็นความสำเร็จในช่วงเวลานั้นสำหรับการกล้าจะปรับเปลี่ยนสไตล์หนังภาคต่อของซูเปอร์ฮีโร่นักล่าแวมไพร์ให้ฉีกกรอบไปจากภาคแรก เดิมที่เน้นโทนสยองขวัญ อึมครึม วังเวง ก็หันมาเพิ่มแอ็คชั่นเร้าใจ บู๊กันแหลก แสงสีวิบวับ จนกลายเป็นการส่งให้แฟรนไชส์เพิ่มความนิยมไปอีกขั้น ภูมิใจนำเสนอจากวิสัยทัศน์ของ กีเยอร์โม เดล โทโร
.
“งานนี้มันสะใจผมดี” เดล โทโรกล่าว “คือผมเริ่มด้วยเป้าหมายที่อยากทำหนังออกมาต่างขั้วไปเลย ผมมาจากระบบที่ไม่ชอบความจำเจ ทำอะไรแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
.
สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งกำกับ The Devil’s Backbone (2001) ดราม่าทริลเลอร์สุดตึงเครียดที่อุดมไปด้วยความลึกซึ้งในเนื้อหา รายละเอียดมีแต่ความหนักหนาเพราะกลั่นกรองมาจากความรู้สึกส่วนตัว ฉะนั้นเดล โทโรจึงต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาทำอะไรคลายเครียด ซึ่งก็ประจวบเหมาะเมื่อโปรเจกต์ Blade II กำลังมองหาผู้กำกับมาสานต่อสิ่งที่หนังภาคต้นเริ่มไว้ในปี 1998 โดยมีมือเขียนบท เดวิด เอส. โกเยอร์ เป็นตัวตั้งตัวตี เล็งเห็นว่าผู้กำกับเม็กซิกันเหมาะสมที่สุด
.
สำหรับยุคสมัยที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ยังไม่ครองตลาดหรือถูกแต่งตั้งเป็นเรือธงของบรรดาค่ายใหญ่ ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำหนัง Blade ก็คือมีอิสระสูง สามารถละเลงความสร้างสรรค์ได้มากโดยไม่ถูกแทรกแซง ไม่โดนเพ่งเล็ง หรือตามไล่บี้ เป็นเหตุผลที่พวกเขานำเดล โทโรเข้ามาเติมความสดใหม่
.
“สมัยนั้นหนังซูเปอร์ฮีโร่ยังไม่ดาร์คขนาดนั้น” ผู้กำกับอธิบาย “ผมก็เลยอยากทำให้มันดาร์คและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผมชอบ Blade ภาคแรกมาก คิดว่าน่าจะเพิ่มความเถื่อนได้อีกชั้น ถึงมีหลายสิ่งที่ผมต้องยึดถือตามหนังภาคแรก แต่ก็ยังมีพื้นที่ว่างอีกมากให้เติมแต่ง”
.
ได้เป็นเรื่องราวที่ซึ่งเบลดต้องยอมสงบศึกชั่วคราวกับเผ่าพันธุ์แวมไพร์เนื่องจากมีผีดูดเลือดสายพันธุ์ใหม่ชื่อว่า “รีปเปอร์” ออกอาละวาด นำไปสู่การรวมทีมนักล่าราตรีกาลออกเผชิญหน้าศัตรูที่น่าสะพรึงและร้ายกาจยิ่งกว่า เกิดการออกแบบตัวละครสุดสยองที่ฉีกปากขย้ำและมีวิธีสูบกินเหยื่อแบบชวนให้ขนลุก
.
งานนี้จึงได้เห็นทีมนักแสดงใหม่ๆ เข้ามาสมทบ อาทิ นอร์แมน รีดัส, ดอนนี่ เยน, ลีโอนอร์ วาเรลา, ลุค กอสส์ และคนสนิทของเดล โทโรอย่าง รอน เพิร์ลแมน ในบทวายร้ายสุดกวน ขณะที่ คริส คริสตอฟเฟอร์สัน ยังคงกลับมารับบท วิสท์เลอร์ และแน่นอน เวสลีย์ สไนป์ส พระเอกของงานผู้สร้างความโดดเด่นให้กับคาแร็คเตอร์เบลด
.
กระบวนการสร้างเรื่องนี้เป็นอย่างที่เดล โทโรรับปากจริงๆ นั่นคือเขาต้องการทำเอามัน เปรียบเปรยว่าตัวหนังคือดนตรีแบล็กเมทัล เน้นคิวบู๊เท่ๆ สเปเชียลเอฟเฟกต์จ้าๆ เลือดสาดๆ หรือตามที่เจ้าตัวนิยามก็คือ “สะใจ ถึงใจ ไม่ต้องอิงการเมืองอะไรทั้งนั้น”
.
แต่ทั้งหมดทั้งมวล เดล โทโรเน้นย้ำว่าต่อให้ปรับเปลี่ยนโทนหนังอย่างไร ผู้ตัดสินชี้ขาดยังคงเป็นสไนป์สซึ่งสร้างเบลดเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ด้วยมาดแบบนั้น เคลื่อนไหวแบบนั้น พูดแบบนั้น ต่อสู้แบบนั้น เมื่อปล่อยให้ตัวละครที่โดดเด่นได้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ก็ยากจะกลบรัศมีของเขาได้
.
Blade II (2002) ที่มีทุนสร้าง 54 ล้านดอลลาร์ ทำเงินทั่วโลกได้ราว 155 ล้าน ช่วยส่งให้ตัวละครเบลดเป็นที่รู้จักกว้างขึ้น อาศัยแอ็คชั่นมันเร้าใจ เอ็นเตอร์เทนเน้นๆ ผสมผสานกับความสยองของฝูงผีร้าย กัดกินกันเลือดสาดกระจาย โดยมีส่วนสุดท้ายเป็นองศาความเท่มีสไตล์ ด้วยคาแร็คเตอร์ ด้วยซาวด์แทร็ก ด้วยซีนอันน่าจดจำ หนังภาคต่อเรื่องนี้จึงเข้าข่ายหนังดูซ้ำดูเพลินยอดนิยมแห่งยุคสมัย
เทพเจ้าคอนเน็ตโต้
Blade 2 คือหนึ่งในหนังแอ็คชั่นยุค Post-The Matrix ที่ดีที่สุด
ความแก๊งค์ทีมเสื้อหนังแว่นดำกังฟูพังก์ๆแบบ The Matrix + superhero + หนังเดลโตโร่ แม่งเป็นส่วนผสมที่เดือดสัดมากๆ และทุกองค์ประกอบที่กล่าวมามันผสมลงตัวที่สุด
ใดๆคือดอนนี่เยนลุคชุดหนังขอบตาดำ เท่จัดๆ
เสียดายออกน้อยไปหน่อย แต่ยังดีที่เรื่องนี้เขาเป็นคนออกแบบคิวบู้ด้วย ซึ่งมันยกระดับคิวบู๊ให้หนังเบลดไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นดวลดาบช่วงแรกๆ หรือต่อยกับกองทัพตัวร้ายตอนท้ายก็ดีมาก
ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือความสัตว์ประหลาดของเดลโตโร่ที่กลิ่นอบอวลอยู่ที่ตารางนิ้วของหนังมันยิ่งยกระดับให้หนังมันพิเศษขึ้นไปอีก คือพวกรีปเปอร์แม่งน่ากลัวจริงๆ จำได้ว่าดูตอนเด็กๆหลอนไอ้พวกนี้มาก
สำหรับเราในบรรดาหนังฮีโร่ยุคต้น2000 ก็มี Blade 2 กับ Spider-Man 2 นี่แหละที่ยืนหนึ่งมาตลอด
เดี๋ยวเร็วๆนี้เราจะมีคลิปสรรเสริญ Blade ทั้งสองภาค (ใช่ครับ อีภาคสามเราจะลืมๆมันไป)
ปล. I against I แม่งเท่จัดๆ ดูเมื่อคืนแต่ตอนนี้ยังฟังวนไปอยู่เลย
okb
เมื่อวานดู Blade พันธุ์ฆ่าอมตะปี1998ช่องMono 29เค้าน่าจะทำภาค4ต่อนะ
ตามหัวข้อกระทู้เลยครับ เรื่อง Blade พันธุ์ฆ่าอมตะ คุณคิดว่าจะะมีหวังสร้างภาคต่ออีกหรือเปล่าครับ จริงๆแล้วผมว่านะถ้าเค้าไม่สร้างแล้ว ก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ ที่คนดูจะไม่ได้เห็น Wesley Snipes บนแผ่นฟิลม์อีก เพราะว่าคาเรคเตอร์ของที่ทุกคนคุ้นเคยของ Wesley Snipes ค่อนข้างติดตัว เกี่ยวการต่อสู้ด้วยมือเปล่า น่าเสียดายนะ ถึงแม้ว่าบทดี หรือ บทไม่ดี หรือแม้กระทั้งว่าฉาก Action จะไม่ดีมาก หรือแม้จะรู้สึกว่ายิ่งสร้างยิ่งเลอะเทอะ ก็จะไปดูให้ได้ล่ะนะ เพราะว่ามรันเป็นธรรมเนียมของชีวิตในการดูภาพยนต์ แต่เมื่อวานนี้
ฮีโร่ผู้นี้ เบลด (Wesley Snipes) คนครึ่งแวมไพร์ที่ทำหน้าที่ไล่สังหารแวมไพร์ชั่วร้ายทั่วหล้า โดยเบลดมี อับราฮัม วิสเลอร์ (Kris Kristofferson) เป็นผู้ช่วย และครั้งนี้ศัตรูของเบลด คือ ดีคอน ฟรอสต์ (Stephen Dorff) แวมไพร์เลือดร้อนที่ต้องการจะรวบอำนาจแห่งอาณาจักรแวมไพร์ทั้งหมดมาเป็นของตนเพียงผู้เดียวแล้วหลังจากนั้นมันก็จะครองโลกต่อ งานนี้เบลดต้องฆ่ามันสถานเดียว
ผมว่านะภาค 1ทำได้ดีนะ สนุกดูเอามันส์ได้ตลอด เอาเท่ห์ได้ทั้งเรื่อง พี่ Wesley แกก็เท่ห์กันเข้าไปครับ ชุดดำ มาดเข้ม ตัวหนังก็จัดว่าดูเพลินดีครับ แม้ตัวร้ายจะตายง่ายไปหน่อยก็ตาม แต่ก็ไม่ได้น่าผิดหวังอะไร มีช่วงเชื่องช้าไปบ้างแต่ก็เอาน่ะ ยังไงถ้าดูโดยรวมๆ หนังก็เพลินดี
ผู้กำกับอย่าง Stephen Norrington กำกับ ภาค 1 นี้โอเคน่ะ มันส์ดี เค้าเคยกำกับ เรื่อง The League of Extraordinary Gentlemen ปี 2003 เรื่องนี้สุดยอดมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ภาค 1 นี้ผมถือว่าสนุกที่สุดในหนังชุดทั้ง 3 ภาคนี้แล้วล่ะครับ แต่ Blade: Trinity ภาค 3 ปี 2004 นี้ไม่ค่อยสนุกเลยผมว่านะ แล้วทุกท่านนะคิดว่าอย่างไรครับ ขอบคุณมากๆๆ ครับ