ดูหนัง Black Panther wakanda forever (2022) แบล็ค แพนเธอร์ วาคานด้าจงเจริญ ราชินีรามอนด้า (แองเจลา บาสเซตต์) ชูรี(เลทิเทีย ไรท์) เอ็มบาคู(วินสตัน ดุ๊ก) โอโคเย (ดาไน กูริรา) และ โดรา มิลาเจ (รวมไปถึง ฟลอเรนซ์ คาซัมบา) จะต้องร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศของพวกเขาจากการแทรกแซงทางอำนาจหลังการสวรรคตของกษัตริย์ทีชัลล่าในระหว่างที่ชาววาคานด้าพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะก้าวต่อไป เหล่าฮีโร่จึงต้องร่วมมือกัน ด้วยความช่วยเหลือของวอร์ด็อกนาเคีย (ลูพีตา ญองอ) และ เอเวอเร็ตต์ รอสส์ (มาร์ติน ฟรีแมน) ในการสร้างเส้นทางใหม่ให้กับวานคานด้า โดยการนำ เตนอช เวร์ตา มารับบทเป็นเนมอร์ กษัตริย์แห่งอาณาจักรลับใต้ท้องทะเล
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Letitia Wright
Lupita Nyong’o
Danai Gurira
Winston Duke
ผู้กำกับ
Ryan Coogler
รีวิวหนัง Black Panther wakanda forever (2022) ดูหนังออนไลน์
ถ้ามองว่าหนังเป็น memorial ต่อ Chadwick เรามองว่า BP2 ทำหน้าที่ตรงนั้นของตัวเองได้ดี แต่ถ้ามองว่าเป็นหนังเดี่ยว Black Panther อีกเรื่อง ส่วนตัวรู้สึกว่ามันค่อนข้างจืดและราบเรียบไปซักหน่อย ทั้งที่มีสตอรี่ มีเรื่องราวที่ดีอยู่ในมือ
เรื่องการเมือง การปกครองของ Black Panther wakanda forever ยังคงดีและโดดเด่นเหมือนเดิม เราชอบที่หนังหยิบยกประเด็นเรื่องของประเทศทั้งสองที่ต่างก็พยายามจะปกป้องบ้านเมือง ปกป้องประชาชนของตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งที่มีประเด็นและ element ที่ครบถ้วนอย่างประเทศใต้น้ำที่น่าสนใจและน่าติดตามเอามากๆ แต่เรากลับรู้สึกว่าหนังเล่าเรื่องออกมาได้ราบเรียบมากๆ ถ้าสามารถกระชับบางช่วงบางตอนของเรื่องมากขึ้น อาจจะทำให้เรารู้สึกอะไรกับตัวหนังมากขึ้นกว่าเดิม
ถามว่าสนุกมั้ย เราก็ว่ามันสนุกในแบบของหนังฮีโร่ซักเรื่อง แต่สุดท้ายหนังมันไม่มีจุดที่ทำให้เราว้าวขึ้นมาได้ เหมือนกับว่ากราฟอารมณ์มันราบเรียบ ถึงแม้จะมีฉากแอคชันโผล่ออกมาเรื่อยๆ แต่ละซีนก็ไม่ได้แย่ แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกกับหนังมากขนาดนั้น เหมือนกับว่าองค์ประกอบต่างๆ ถูกใส่ๆๆ เข้ามาผ่านโสตประสาทคนดูแล้วก็ผ่านไป เราไม่ได้อินกับเรื่องราว กับการตัดสินใจของตัวละครมากขนาดนั้น รู้ตัวอีกทีก็ อ้าว? จบแล้วเหรอ??
Black panther คนใหม่ถ้านับจากแค่ภาคนี้คือยังจืดจางและเทียบ Chadwick ไม่ได้เลย ตัวละครซูรียังแบกบทไม่ไหว ถูกกลบมิดด้วยตัวละครอื่นๆ ไปหมด
เราชอบพาร์ทไว้อาลัยให้ Chadwick ตอนอยู่ในโรงคือน้ำตาซึม ทั้งบท ทั้งนักแสดง ใส่ความรู้สึกที่มีต่อ Chadwick Boseman เข้าไปในเรื่องราวอย่างชัดเจน และทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสูญเสียตรงนั้น
สิ่งที่น่าสนใจของหนังคือเรื่องราวของเนมอร์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวร้ายมาร์เวลที่น่าจับตามอง ด้วยคาแรกเตอร์ที่มีมิติ เป็นตัวละครสีเทาๆ ที่มีเหตุผลที่ดีให้คนดูสามารถโน้มน้าวไปอยู่ฝั่งเค้าได้ไม่ยาก ทั้งสกิลสุดจะโกงที่น่าจับตามองว่าฝั่งวากานด้าจะสู้กลับยังไง รวมถึงสตอรี่ของเรื่องประเทศใต้บาดาล ถ้าหนังสามารถสร้างบทของฝั่ง black panther ได้แข็งแรงกว่านี้ เพื่อที่จะเอางัดกับฝั่งตัวร้ายที่มีสตอรี่และมีมิติ เราว่าหนังมันจะน่าสนใจขึ้นอีกเลเวลนึงเลย
beartai
เรียกว่าเป็นโปรแกรมหนังซูเปอร์ฮีโรของ Marvel Studios ที่รอคอยมากที่สุดของปีนี้แล้วล่ะครับ สำหรับ ‘Black Panther: Wakanda Forever’ หรือ ‘แบล็ค แพนเธอร์: วาคานด้าจงเจริญ’ ถ้าพูดในเชิงของภาพยนตร์ นี่คือหนังภาคต่อของ ‘Black Panther’ (2018) หนังซูเปอร์ฮีโรที่ครองใจคนทั้งโลกและนักวิจารณ์หลังออกฉาย สร้างรายทั่วโลกถล่มทลายกว่า 1,346 ล้านเหรียญ แถมยังเป็นหนังค่าย Marvel เรื่องแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก่อนจะคว้ามาได้ถึง 3 รางวัล แต่ถ้าพูดในแง่ของหนังภายใต้จักรวาล MCU (Marvel Cinematic Universe) หนังเรื่องนี้คือหนังปิดจักรวาลเฟส 4 ครับ ตัวหนังภาคนี้ก็เลยมีความน่าสนใจว่า จะเล่าเรื่องและทำหน้าที่ส่งจักรวาลสู่เฟส 5 และ 6 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในทิศทางใด
และอีกเหตุผลที่สำคัญที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างคาดหวังมากที่สุดก็คือ การจากไปของนักแสดงเจ้าของบทบาท แบล็ก แพนเธอร์ อย่าง แชดวิก โบสแมน (Chadwick Boseman) ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้ว่าเรื่องราวหนังเดี่ยวของราชาเสือดำจะยังคงเดินหน้า แต่ด้วยการจากไปของนักแสดงที่แจ้งเกิดและเป็นที่รักของคนทั้งโลกนั้นถือว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะรับไหว จนขนาดที่ เควิน ไฟกี (Kevin Feige) ได้ตัดสินใจชัดเจนว่าไม่แคสต์นักแสดง และไม่ใช้ CGI เนรมิตฝ่าบาททีชัลลาคนใหม่ ก็ยิ่งสร้างความสงสัย คาดเดา และคาดหวังไปต่าง ๆ นานาว่า Marvel จะขับเคลื่อนเรื่องราวของแบล็ก แพนเธอร์ ในแบบที่ไม่มีโบสแมน ไม่มีทีชัลลาได้อย่างไร แล้วใครจะเข้ามาสืบทอดตำแหน่ง แบล็ก แพนเธอร์ คนใหม่กันแน่
ไรอัน คูเกลอร์ (Ryan Coogler) ผู้กำกับ และ โจ โรเบิร์ต โคล (Joe Robert Cole) ผู้เขียนบทร่วมกับคูเกลอร์จากภาคแรก กลับมาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวของชาววาคานด้า ทีแรกตัวบทจะต่อเรื่องราวของทีชัลลา ในฐานะกษัตริย์แห่งวาคานด้า หลังจากใน ‘Avengers: Endgame’ ครับ แต่ด้วยการจากไปของโบสแมน ตัวหนังก็เลยเบนเข็มไปสำรวจเรื่องราวของการถ่ายทอดวัฒนธรรมของวาคานด้า ตัวละคร และความวุ่นวายหลังจากการเปิดประเทศสู่โลกภายนอกจากภาคแรกแทน โดยจะเล่าเรื่องจากเหตุการณ์หลังการสวรรคตของกษัตริย์ทีชัลลา (Chadwick Boseman) ทำให้ ราชินีรามอนดา (Angela Bassett) ต้องขึ้นนั่งบัลลังก์แทน แต่สุดท้ายพระองค์ก็ไม่ได้เถลิงราชย์ได้ง่ายดายนัก เจ้าหญิงซูริ (Letitia Wright) เองก็ยังคงรับมือกับการจากไปของพี่ชายไม่ได้
ในขณะที่เธอเองก็ไม่เชื่อว่า แบล็ก แพนเธอร์ ตำนานเทพเจ้าเสือดำของเหล่าบรรพชนจะกลับมาได้อีก ในขณะที่การบ้านการเมืองของวาคานด้าก็กำลังระส่ำระสายจากภัยจากต่างชาติ และการรุกรานของ เนมอร์ (Tenoch Huerta) หัวหน้าชนเผ่าใต้ทะเล ทาโลคาน (Talokan) ที่บุกขึ้นมารุกรานโลกด้านบนและหวังจะกำราบวาคานด้าให้สิ้นซาก พวกเธอและ เอ็มบากู (Winston Duke), นายพลโอโคเย (Danai Gurira) หัวหน้านักรบโดรามิลาเจ (Dora Milaje), นาเกีย (Lupita Nyong’o) นักสอดแนมแห่งวาคานด้า รวมทั้งหัวหน้าซีไอเอ เอฟเวอร์เร็ตต์ รอสส์ (Martin Freeman) และสาวน้อยอัจฉริยะ ริรี วิลเลียมส์/ไอรอนฮาร์ต (Dominique Thorne) จึงต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องอันตรายใหญ่หลวงที่เข้ามาในช่วงที่วาคานด้าอ่อนไหวที่สุด
สำหรับภาคนี้ในความรู้สึกของผู้เขียน จริง ๆ แล้วก็ต้องเรียนกันตามตรงว่า ไม่ถือว่าเกินความคาดหวังนะครับ คือเรียกได้ว่าเป็นไปตามที่หวัง และก็ถือว่าทำได้ออกมาดีเท่าที่หวังเลยแหละ อย่างแรกก็คือ การระลึกถึง แชดวิก โบสแมน ที่ปรากฏในซีนแรก ๆ ของหนังที่ใช้สำหรับ Tribute หรืออุทิศให้กับราชาเสือดำผู้วายชนม์ และโบสแมนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย ไม่เว้นแม้แต่โลโก้ Marvel Studio เวอร์ชันพิเศษ ที่ทำเอาผู้เขียนเองที่ว่าใจแข็ง ๆ พอเห็นโลโก้เวอร์ชันนี้ก็ยังแอบหลั่งน้ำตาป้อย ๆ หลังแว่น IMAX 3D เหมือนกันนะครับ เชื่อว่าวิญญาณของโบสแมนมองลงมาคงดีใจนะ
แต่หลังจากที่ตัวหนัง Tribute ให้กับโบสแมนและ แบล็ก แพนเธอร์ เสร็จสิ้นแล้ว ตัวหนังก็เลือกที่จะมีฉากที่แสดงถึงการมูฟออนจากความโศกเศร้าอย่างรวดเร็วครับ แล้วตัวหนังก็หยิบเอาจุดแข็งจากหนังภาคแรกมาใช้ นั่นก็คือตัวหนังยังคงไม่ได้เล่าพาดพิงเกี่ยวกับจักรวาล MCU มากนัก เพื่อหันไปเน้นหนักกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นของวาคานด้า และการปูเรื่องราวในประเด็นที่ทับซ้อน ทั้งดราม่าการเมืองที่ยังเกี่ยวพันกับแร่ไวเบรเนียม ดราม่าครอบครัวและความศรัทธาของราชินีรามอนดา และเจ้าหญิงซูริ ที่มาบรรจบกันท่ามกลางบริบทของเมืองวาคานด้าที่โคตรจะเฉพาะตัว เพราะมีแร่ไวเบรเนียม มีวิทยาการทันสมัย ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ดันเต็มไปด้วยความลี้ลับ พิธีกรรม ความเชื่อเกี่ยวกับบรรพชนลอยอวลอยู่ไม่ห่าง ทั้งการระลึกถึงผู้วายชนม์ หรือการสืบทอด แบล็ก แพนเธอร์ ที่ปูเรื่องไว้แบบคม ๆ แล้วในภาคแรก พอมาภาคนี้ตัวหนังก็ตามมาต่อยอดได้อย่างน่าสนใจว่า แบล็ก แพนเธอร์ จะกลับมาได้อย่างไรถ้าไม่มีใบไม้รูปหัวใจแล้ว
Black Panther wakanda forever ก่อนที่ตัวหนังจะขับเคลื่อนด้วยเส้นเรื่องหลักของตัวหนังก็คือ การรุกรานของเนมอร์ และเผ่าทาโลคาน ที่ตัวหนังให้เวลาในการปูเรื่องเกี่ยวกับตัวละครใหม่ ทั้งเนมอร์ และไอรอนฮาร์ต ที่จริง ๆ แล้วยัยไอรอนฮาร์ตนี่แหละที่เป็นตัวเดินเรื่องสำคัญในภาคนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะโยงไปถึงเนมอร์ ที่ถูกวางตัวให้เป็นมิวแทนต์ที่มีความเป็นแอนตี้ฮีโร ไม่ได้เป็นวายร้ายแบบตรง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วพลังของเนมอร์เองก็มีความเท่ แล้วก็มีศักยภาพ และปูมหลังที่คอยหนุนให้มีมิติที่น่าสนใจมาก ๆ เลยนะครับ คืออาจจะไม่ได้มีบทบาทที่เหลื่อมซ้อนและมีมิติที่ทำให้เราลังเลในจุดยืนได้เท่ากับที่คิลมองเกอร์ทำได้ในภาคแรก ตรงข้าม เนมอร์เวลาอ่อนโยนนี่ก็หล่อเชียว แต่เวลาดุนี่ก็อำมหิตเหมือนกันนะ ส่วนกองทัพทาโลคานนี่ก็มาจังหวะสยองขวัญเลย
และด้วยความจากไปของทีชัลลา และตัวละครผู้นำที่เป็นผู้ชายบางส่วนจากภาคแรกหายไปเกือบหมด มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทนของหนังก็เลยถูกปรับมีความเป็นสตรีนิยม (Feminine) เพราะดันเหลือตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงแทบจะทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แกนนำที่อยู่ข้างหลังทั้งซูริ ราชินีรามอนดา โอโคเย และนาเกีย (และน้องริริ วิลเลียมส์) ก็เลยต้องรวมหัวกันสู้เพื่อปกป้องวาคานด้าในสถานการณ์ที่อ่อนไหวที่สุด ซึ่งตัวหนังเองก็เข้าใจตรงนี้ดี สามารถวางให้ตัวหนังขับเน้นจริตความเป็นสตรีนิยมด้วยแกนเรื่องที่ชัดเจนว่า ต้องการจะเล่าเรื่องของการต่อสู้ของเหล่าผู้หญิงเพื่อปกป้องดินแดนอันเป็นที่รัก (จากโลกมหาอำนาจและผู้ชายขามีปีก) แถมพวกเธอเองก็ยังต้องรับมือ พยุงจิตใจจากการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก โทนของตัวหนังเลยออกมาต่างจากภาคแรกที่ผู้ช้ายผู้ชายอยู่พอสมควร
มันไม่ใช่หนังหญิงแกร่งแนวโชว์พลังว่าผู้หญิงก็มีดีไม่แพ้ผู้ชาย หรือผู้หญิงก็ซ่าได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนังพลังหญิงที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก การต่อสู้ การตัดสินใจ และความอ่อนไหวแบบผู้หญิง ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวหนังที่ค่อย ๆ เล่าอย่างแช่มช้อย และเหล่านักแสดงหญิงทั้งหมดต่างก็แสดงศักยภาพออกมาได้ทรงพลังไม่แพ้กันเลย ราชินีรามอนดาก็เต็มไปด้วยความกดดันในฐานะผู้นำใหม่ของวาคานด้า ซูริก็ต้องแบกรับความหวังและความเชื่อมั่นในตัวเอง ส่วนนาเกียเองก็ต้องรับความสูญเสียของอดีตคนรักไปให้ได้ ส่วนโอโคเยก็ต้องเป็นทัพหน้านำกองทัพโดรามิลาเจ ต่อสู้เพื่อปกป้องชาติและราชบัลลังก์เอาไว้ให้ได้ เป็นส่วนผสมหนังซูเปอร์ฮีโรพลังหญิงที่ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าน่าสนใจและชอบมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลยครับ
trueid
เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ระดับโลกอย่าง Black Panther (2018) ได้เปิดตัวประเทศ WAKANDA ประเทศสมมติที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา จนก่อเกิดเป็นปรากฏการณ์จุดกระแสแห่งวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่และต่อเนื่องมาจนถึง ณ ตอนนี้ แต่ภายหลังเหตุการณ์สุดแสนสะเทือนใจกับการจากไปของ Chadwick Boseman นักแสดงเจ้าของบทกษัตริย์ T’Challa หรือ Black Panther ผู้เปรียบเสมือนเป็นผู้นำวัฒนธรรมแห่ง WAKANDA ทั้งในชีวิตจริงและในภาพยนตร์ Marvel Studios จึงตัดสินใจประกาศที่จะไม่รีแคสนักแสดงคนใหม่มารับบทเป็น T’Challa เพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติแก่ Chadwickอย่างถึงที่สุด พร้อมกับสานต่อเรื่องราวของประเทศ WAKANDA ให้ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรยิ่งกว่าที่เคยกับ Black Panther wakanda forever วาคานด้าจงเจริญ
Black Panther: WAKANDA FOREVER วาคานด้าจงเจริญ ภาคต่อของภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์จากจักรวาลภาพยนตร์ที่ ณ ตอนนี้ แทบไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง Marvel Cinematic Universe หรือ MCU ซึ่งนอกจากจะเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 30 ในจักรวาลแล้ว WAKANDA FOREVER ยังเป็นภาพยนตร์ปิดเฟส 4 (Phase 4) ของมหากาพย์ใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นของ MCU อย่าง “The Multiverse SAGA”
WAKANDA FOREVER บอกเล่าเรื่องราวภายหลังจากสงครามระดับจักรวาลใน Avengers: Endgame (2019) ประเทศที่ทรงอำนาจมากที่สุดอย่าง WAKANDA กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด เมื่อกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่วายชนม์ พร้อมทั้งต้องรับมือกับภัยคุกคามครั้งใหม่ที่เคลื่อนพลมาจากใต้ผิวน้ำ นำโดยคู่ปรับที่น่าเกรงขามอย่าง Namor แห่ง Talocan ที่ซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามที่ไม่มีวันจบระหว่างสองประเทศขั้วอำนาจ บัดนี้เหล่าชาว WAKANDA กำลังจะต้องพบเจอกับบททดสอบตัวตนของตัวเองที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติกว่าครั้งไหน ๆ
สิ่งที่น่าสะเทือนใจมากที่สุดสำหรับ Black Panther wakanda forever คือ การจากไปแบบไม่มีวันหวนกลับของ Chadwick Boseman และนั่นคือหนึ่งในสิ่งที่ Marvel Studios ทีมงาน และทีมนักแสดงทุกคนในภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำให้ WAKANDA FOREVER คือ ผลงานที่เต็มไปด้วยความรัก ความคิดถึง และการสดุดีแก่ Chadwick ผู้จากไป ซึ่งตั้งแต่เริ่มเปิดเรื่องมา ตัวภาพยนตร์ก็ได้พาคลื่นลูกใหญ่แห่งความรู้สึกที่แสนสะเทือนใจแบบกะทันหันมาถาโถมใส่ผู้ชมเข้าอย่างจัง จนเหมือนรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เท่านั้นยังไม่พอ ทุกการกระทำ ทุกคำพูดของทุกตัวละคร จะมีบางช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกถึงช่วงเวลาอันดีงามของตัวละคร T’Challa ของ Chadwick Boseman ที่เรียกได้ว่า ตัวภาพยนตร์ได้มอบช่วงเวลาแห่งการเคารพและระลึกถึงแทบจะทุกช่วงนาที จนเรียกได้ว่า Chadwick จะต้องรู้สึกภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานจาก Marvel Studios ที่ได้มอบความแตกต่างทางด้านการเล่าเรื่องในแฟรนไชส์อีกพอสมควร มีฉากแอ็กชันที่ดูใหญ่โตและตระการตาสุด ๆ อย่างที่ MCU ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้นพลังขับเคลื่อนจริง ๆ ของ WAKANDA FOREVER หาใช่เป็นฉากแอ็กชันอันใหญ่โตและตระการตา แต่เป็นความรู้สึกที่อัดแน่นจนทรงพลังจากนักแสดงทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นความระลึกถึง Chadwick Boseman/T’Challa หรือความรู้สึกที่เหล่าชาว WAKANDA จะต้องพิสูจน์ถึงตัวตนและความสามารถของตัวเอง อารมณ์และการเล่าเรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้มีลักษณะและกลิ่นอายคล้าย ๆ กับเรื่อง Eternals (2021) ที่บางทีอาจจะต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ผู้ชมทุกคนที่จะถูกใจรสชาติแบบนี้
นักแสดงทุกคนใน WAKANDA FOREVER ได้แสดงศักยภาพอันเปี่ยมล้นออกมาให้ผู้ชมได้ทึ่งกัน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ นี่เป็นความรู้สึกจริง ๆ จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก มิใช่เป็นการแสดง และนั่นจึงทำให้ตัวละคร MVP ของเรื่อง (ทางผู้เขียน) ต้องขอมอบให้ราชินี Ramonda แห่ง WAKANDA ตัวละครของ Angela Bassett ที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ทุกฉากทุกการแสดงของเธอดึงดูดสายตาและทรงพลังเอามาก ๆ ตัวละครของเธอในเรื่องถือเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญและโดดเด่นสุด ๆ ก็ว่าได้
ผลพวงของการจากไปของกษัตริย์แห่ง WAKANDA ได้ทำให้ Shuri น้องสาวของ T’Challa ตัวละครของ Letitia Wright ต้องรับมือกับความกดดันและความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะต้องก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในแนวหน้าอย่างเต็มตัว ซึ่ง Letitia ก็สามารถมอบการแสดงอันเป็นขั้นกว่าของเธอในการถ่ายทอดอารมณ์ ผลกระทบ และบททดสอบที่ Shuri จะต้องพบเจออย่างกะทันหัน การพัฒนาของตัวละครนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาพยนตร์ที่นอกจากจะต้องการให้เก็บช่วงเวลาดี ๆ เอาไว้ ยังช่วยตอกย้ำให้เราเห็นว่า ภายใต้ตัวตนจริง ๆ ของเรานั้นคือใคร และเราสามารถเป็นอะไรได้มากกว่านั้น
เหล่าตัวละครชาว WAKANDA คนอื่น ๆ ก็ต่างได้มีโมเมนต์ที่แสดงถึงความรัก ความคิดถึง และความสามารถของตัวเอง เริ่มที่ตัวละครหัวหน้าองครักษ์แห่งกลุ่ม Dora Milaje อย่าง Okoye (Danai Gurira) ที่เราจะได้เห็นเรื่องราวของเธอมากขึ้น (และคุณผู้ชมจะต้องหลงรักเธอมากขึ้นอีกแน่นอน) เคียงคู่มากับตัวละคร Nakia (Lupita Nyong’o) สปายสาวจากกลุ่ม War Dog ผู้ซึ่งเป็นคนรักของ T’Challa และต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของเธอ ตัวละครทั้งสองต่างต้องพบเจอกับช่วงเวลาอันยากลำบากและต้องค้นหาวิธีที่จะต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ รวมไปถึงตัวละครจากเผ่าภูเขา Jabari อย่าง M’Baku (Winston Duke) ผู้ที่ซึ่งได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ T’Challa จนถึง Avengers: Endgame (2019) ที่ตัวภาพยนตร์ก็ได้มอบช่วงเวลาให้เขาผู้นี้ได้แสดงพลังกำลังออกมาพอสมควร