ดูหนัง 6 Underground (2019) 6 ลับ ดับ โหด หลังจัดฉากการตายของตัวเอง อภิมหาเศรษฐีในแวดวงเทคโนโลยีก็คัดเลือกทีมปฏิบัติการพิเศษมาร่วมทำภารกิจนองเลือดสุดระห่ำเพื่อโค่นล้มผู้นำเผด็จการอำมหิต
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Ryan Reynolds
Mélanie Laurent
Manuel Garcia-Rulfo
Ben Hardy
ผู้กำกับ
Michael Bay
รีวิวหนัง 6 Underground (2019) ดูหนังออนไลน์
Michael Bay นั้นหลายๆคนน่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับ ผกก ท่านนี้ดีครับแน่นอนไม่ว่าจะเป็นหนังตระกูล Transformers ทั้งหลายที่คุ้นตาคนรุ่นใหม่กัน เป็นที่เข้าใจกันเลยว่าถ้า ผกก คนนี้กำกับนั้นจะบู๊แหลก ระเบิดเต็มเมืองครับ แต่ก่อนหน้านั้นจริงๆเค้าก็ทำหนังดีๆ คุณภาพมาอยู่เหมือนกันนะ ทั้งเรื่อง Pearl Harbor และ Armageddon แต่หลังๆกลับมาสายบันเทิง แอดชั่นจัดเต็มมากๆ อาจจะเริ่มเบื่อแนวเก่าๆแล้วก็เป็นได้ เลยกลายมาเป็นในยุคสมัยนี้นั้น ถ้า Michael Bay กำกับแน่นอนว่าระเบิดมาเต็มแน่ๆครับ และในเรื่องนี้ได้ร่วมงานกับ NETFLIX ทำหนัง 6 Underground และแน่นอนว่ามันกลายเป็นหนังที่มีลายเซ็น ผกก คนนี้แบบจัดเต็ม เหมือนให้อิสระ ผกก มากๆ มันคือหนังที่เราคุ้นเคยกันดี ทั้งมุมกล้อง แสง การเล่าเรื่อง และ ระเบิด แบบจัดเต็มมากกที่สุดเท่าที่ดูกันมา คือใส่ไม่ยั้งเอาใจ ผกก จริงๆครับ แต่บางทีมันก็อินดี้เยอะไปนิดครับ จนดูแล้วอาจจะเบื่อหรือเยอะเกินไป แต่ถ้าในแง่หนัง บันเทิงมันโคตรบันเทิง และ บ้าบอที่สุดเลยแหละสำหรับเรื่องนี้ แน่นอนว่า คะแนนที่ออกมา ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่จะเป็นยังไงพอดูได้หรือ บันเทิงขนาดไหนมาอ่านรีวิวในมุมมองของผมกันนิดนึง
ในตัวเนื้อเรื่องนั้นจะเป็นเกี่ยวกับ ทีมปฎิบัติการ ลับที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกครับและทำภารกิจบางอย่างซึ่งรวมทีมกันไปทำภารกิจ แน่นอนว่าเนื้อเรื่องขอไม่เล่าเยอะเพราะมันไม่มีอะไรเท่าไรเป็นหนังที่ ดูแล้วยังมึนๆอึนๆเนื้อเรื่องบทมันมากพอสมควร เนื้อเรื่องมันเลยบางเบาทั่วไปมากๆ และมีหลายๆอย่างไม่สมเหตุผลเต็มไปหมดทั้งเรื่องรวมถึงการเล่าเรื่องที่เน้นไปในจุดที่ไม่จำเป็นอะไรเลยแต่ก็เล่นเล่ายาวซะเกือบ 1 ใน 4 ของหนัง เช่นการไล่ล่าขับรถในช่วงแรกที่ไม่ได้ช่วยอะไรตัวหนังเลยยกเว้นจะมาโชว์รถ ฉากแอคชั่น มุมกล้องแปลกๆ และ Super Slowmotion เต็มไปหมด การตัดต่อแบบมึนๆเร็วๆจนบางทีไม่ได้อินกับฉากนั้นเท่าที่ควร เยอะแยะไปหมดเลยอะไรแบบนี้ทั้งเรื่องจนบางที มันเยอะเกินไปอีกทั้งระเบิดเต็มไปหมดจริงๆแต่ก็ สะใจดีแต่มุมกล้องแอบมึนไปเยอะมาก อีกทั้งเรื่องของบทอะไรก็บางเบาจริงๆไมได้เล่าเรื่องอะไรดีเท่าไรตัดไปมาๆ เน้นแอคชั่น เลือดสาด ดิบๆไปเยอะมากๆ จนถ้าเรามาตัดพวกนั้นออกไป หนังอาจจะแค่ 30 นาทีเท่านั้นที่เป็นเนื้อหาเน้นๆ จริงๆแอบเสียดายนะมันน่าจะเล่าได้ดีกว่านี้ แต่ใช้เวลาไปกับฉากหลายๆฉากเยอะไปหน่อย และ การเก็บงานบางจุดไม่เนียนเลย เช่นตัวรถ ที่กระจกหูช้าง เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี ทั้งที่โดนชนไปแล้วเป็นต้นอะไรแบบนี้ เต็มไปหมด อีกทั้งการใส่อะไรที่แปลกๆเข้ามาเรื่อยๆ เป็นหนังที่ดูแบบไม่คิดอะไรเลยจริงๆครับสำหรับเรื่องนี้
ตัวละครนักแสดงในเรื่องนั้นมีหลักๆกัน 6-7 คนแต่ที่ช่วยหนังไว้ได้นั้นมีแค่ตัว ไรอัน และ นักแสดงรองอีกคนนึงเท่านั้นที่ทำให้มันพอมีมิติหนังเข้ามา เคมีพอเข้ากันได้แต่คนอื่นๆในทีมนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้หนังลงตัว หรือเข้ากันได้เท่าไรนัก และยังไม่มีการแสดงอะไรที่น่าจดจำหรือเข้าถึงตัวละครนั้นๆมาเท่าที่ควร รวมถึงไม่ได้เล่าประวัติอะไรที่ลึกหรือให้พอเข้าใจได้ด้วยเช่นกัน เหมือนเอาใครไม่รู้ว่ารวมทีมกันแบบงงๆ เหมือนจะมีการเล่าแต่ก็ไม่ได้สุดหรือน้อยเกินไปด้วย ต้องขอบคุณ ไรอันที่ข่วยเอาไว้ทำให้หนัง มีสีสันบ้าง มีการยิงมุก กันเรื่อยๆพอไม่ให้หนังน่าเบื่อเกินไป ก็ถือว่าช่วยได้จริงๆจนทำให้ดูจนจบได้อยู่ แต่นักแสดงคนอื่นๆก็ไม่ได้เน้นหรือดันให้มันมีบทบาทกับเนื้อเรื่องเท่าที่ควรจริงๆ รวมถึงฝั่งตัวร้ายอีกด้วยเช่นกันในภาพรวมมันเลยกลายเป็นหนัง แอคชั่นที่แอคชั่นจัดเต็มมากๆจนลืมมิติของตัวละครหลายๆคนทำให้มันบางเบา ตื้นมากๆในด้านของตัวละครแต่ละคนเลยไมได้อินมากเท่าไร
งานภาพและเสียงนั้นอาจจะเป็นจุดที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้และจริงๆขอบอกว่าชอบงานเสียงมากๆช่วยหนังได้เยอะมากครับ มาที่เรื่องของเสียงกันก่อนเลย เสียงในหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่างานดีละเอียดพอสมควรทั้งเรื่องของเสียง Effect ปืนระเบิดอะไรแน่นอนว่า ผกก คนนี้เชี่ยวชาญเลยแหละ และทำได้ดีจริงๆ ซาวนด์มาครบละเอียดแยกชัดเจนไม่มั่ว และ ดนตรีช่วยบิ้วอารมณ์ในแต่ละซีนหนังนั้นทำได้ดีมากจนเป็นจุดที่ช่วยหนังให้เรามีอารมณ์ร่วมได้ดีจริงๆ ตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปได้ทำให้มันไม่น่าเบื่อและโดยส่วนตัวชอบงานเสียงภาพอยู่แล้วเลยดูจนจบว่าแต่ละซีนนั้นจะมีอะไรยังไงได้ถือว่าเรื่องเสียงนั้นทำได้ดีทั้ง ดนตรี และ Effect ต่างๆในหนังครับ
ส่วนงานภาพนั้นอันนี้ สไตล์ ผกก มาเองแบบชัดเจนมองระยะ 100 เมตรยังดูออกเลยว่าใครกำกับคือมันโดดเด่นจริงๆทั้งมุมกล้อง การเล่นแสงสี การทำโทนสีของภาพ การมีมุมแปลกๆ หมุนกล้องอะไรต่างๆหรือจะ SuperSlowmotion ที่ใส่เข้ามาแบบไม่ยั้ง จัดเต็ม เลือดสาดแบบช้าๆ มุมกล้องที่คุ้นเคยเหมือนกับดู Transformers เลยแหละและการเล่นแสงเงาอะไรมันสวยดีนะเรื่องนี้ และชอบ โปรดักชั่นการลงทุนแต่ละฉากทั้ง ระเบิดอะไรต่างๆเยอะมากๆและรวมถึงการเซ็ทฉากที่ลงทุนจริง และรวมถึง CG ของตัวหนังที่เนียนใช้ได้เลยแหละถือว่างบลงทุนได้ดีในส่วนของงานภาพ และเสียงของเรื่องนี้และชอบมากๆทำให้ดูได้จนจบแม้บทจะแย่
ในภาพรวมมันคือหนังที่สร้างมาเอาใจ ผกก แบบจัดเต็มที่สุดในยุคหลังๆเท่าที่เคยดูมาเลยคือเหมือน อัดอั้นมาจากหนังโรงที่อาจจะไม่ได้อิสระเต็มที่ แต่ทาง NETFLIX เองนั้นเหมือนจะให้อิสระมากๆจน ผกก จัดเต็มแบบไม่ยั้งใส่มาทุกอย่างที่อยากใส่เลยทำให้มันเป็นหนังที่มีความเป็น Michael Bay มากที่สุดที่เคยมีมาจริงๆ ใครไม่เชื่อลองดูกันได้เลยครับ แต่ด้วยความที่ใส่เข้ามาเยอะแบบนี้เลยทำให้มันกลายเป็นจุดที่ล้นเกินไป เพราะอะไรหลายๆอย่างล้นเกินไปก็ไม่ดีและเรื่องนี้ก็เช่นกัน ถ้ามองในแง่รวมๆมันเยอะไปจริงๆและใส่อะไรทีไม่จำเป็นเข้ามาเยอะ แต่ถ้ามองในแง่ของหนังที่โคตรบันเทิงแล้วมันก็พอรับได้ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย จริงๆห้ามคิดถึงบทอะไรทั้งนั้นดูเพลินๆ เข้าไปดูระเบิด ฉากยิง เลือดสาดในหนัง แข่งรถทั่วไปได้สบายๆ แต่ถ้ามองหาความสมจริง หรือ คุณภาพของตัวหนังอาจจะไม่เจอเท่าไรนัก แต่ยังดีที่งานเสียง งานภาพ CG นั้นทำได้ดีมากๆและช่วยหนังไว้ได้ รวมถึงนักแสดงหลักเลยทำให้มันไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว ถ้าไม่มีอะไรดูก็เปิดดูเล่นๆได้ครับ แต่ระวังเลือดสาด และ ฉากเละๆมีมาเรื่อยๆเลย ไม่ควรเปิดดูตอนกินข้าวครับ ภาพรวมก็เป็นประมาณนี้ละกันสำหรับเรื่องนี้ ดูได้ ไม่ต้องคิดอะไร บันเทิงสะใจ แอคชั่นบ้าบอที่สุดเลยครับ
แล้วก็ดูรถคันเขียวไว้ดีๆขับได้สนุกมากๆเสียงเครื่องเร้าใจเป็นการใส่เข้ามาที่โชว์รถเต็มที่ และ ดูกระจกมองข้างของมันไว้ครับ เป็นรุ่นที่กระจกมองข้างงอกเองได้ เดี๋ยวมีเดี่ยวไม่มี เป็นจุดที่เห็นได้ชัดจริงๆแอบไม่ละเอียดเล็กน้อยสำหรับหนังเรื่องนี้ ดูแล้วขัดใจจริงๆ
beartai
เรื่องย่อ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ทนความอยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้ เมื่อกฎหมายลงโทษคนชั่วที่แท้จริงไม่ไหว เศรษฐีหนุ่มจึงแกล้งสร้างสถานการณ์ให้ตนเองตาย และรวมสมัครพรรคพวกอีก 5 คนซึ่งต่างความสามารถต่างที่มาแต่อุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมตายจากโลกใบนี้และเกิดใหม่ในฐานะฮีโรใต้ดินที่แทนชื่อตัวด้วยหมายเลข เพื่อออกขจัดความชั่วร้ายในโลกนี้
หนังเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้เป็นที่จับตามองตั้งแต่ชื่อทีมสร้างถูกประกาศ โดยไม่ต้องสนใจพลอตมากมายนัก ไล่ไปตั้งแต่นักแสดงนำใหญ่หนึ่งเดียวของหนังอย่าง มิสเตอร์เดดพูล ไรอัน เรย์โนลด์ ที่มาร่วมงานกับผู้กำกับมากผลงานอลังการผลาญทรัพยากรบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์ ในโพรเจกต์ที่เน็ตฟลิกซ์ควักกระเป๋าให้ทุนสูงถึง 150 ล้านเหรียญ เพื่อเนรมิตหนังบล็อกบัสเตอร์แบบที่การันตีอันดับต้น ๆ ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศได้สบาย (ถ้าฉายโรง) แล้วเอามาให้ลงบริการสตรีมมิ่ง เพื่อแสดงศักยภาพว่าเน็ตฟลิกซ์เป็นมากกว่าบริการดูหนังออนไลน์ แต่มันคือค่ายหนังใหญ่ที่มีพลังพอ ๆ กับค่ายหนังโรงยักษ์ใหญ่ทั้งหลายด้วย
สิ่งที่น่าหวั่น คือใครจะคุมความกาวของไมเคิล เบย์ ได้
จริง ๆ ก็เป็นคำถามตั้งแต่แรก ๆ ล่ะ ไมเคิล เบย์ อาจเป็นผู้กำกับที่ฉกาจในการตีหนังเป็นภาพมีสไตล์ รังสรรค์ฉากบู๊ที่สวยติดตา และสดใหม่จนติดใจคอบู๊มานักต่อนัก แต่จุดพร่องของเขาก็คือการวางเนื้อเรื่องหลวมโพรก บางครั้งก็ไม่สนตรรกะอะไรอีกเลย จนคนดูมักได้ล้อได้แซวอยู่เสมอ แต่งานนี้เขาได้ยาขจัดความกาวของหนังตัวเองได้ดี นั่นคือกาวชั้นดีมียี่ห้อเกรดสูงอย่าง เรตต์ รีส และ พอล เวอร์นิก มือเขียนบทสุดฮาบันเทิงจากหนัง Deadpool และ Zombieland ทั้ง 2 ภาค ที่ติดสอยห้อยตามไรอัน เรย์โนลด์ มาเขียนโครงสร้างหนังได้อย่างมีระเบียบ มีชั้นเชิงการเล่าที่น่าสนใจ ด้วยการเปิดกลุ่มตัวละครแบบไม่ลำดับเวลา ตัดสลับภารกิจปัจจุบันที่อิตาลีในการชิงดวงตาของทนายความจอมฉ้อฉลของจอมเผด็จการเพื่อเอามาสแกนเปิดโทรศัพท์ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลความลับทั้งหลาย กับอดีตและที่มาที่ไปรวมถึงความเชี่ยวชาญของสมาชิกกลุ่มแต่ละคน ที่แทนตัวด้วยหมายเลข ทำให้เราเห็นโครงร่างว่านี่ไม่ใช่หนังทีมรวมยอดคนธรรมดา แต่มันมีความน่าสนใจในตัวเองแต่ละคนมากกว่านั้น
ด้วยความยียวนของมือเขียนบท ต้องบอกว่าหนังฉลาดในการสร้างปมประเด็น เพราะมันไม่ได้ต้องลงลึกจนซีเรียส แต่ก็มีเนื้อหนังให้เรื่องดูจับต้องได้จริง และปล่อยพื้นที่ที่เหลือให้ไมเคิล เบย์ใส่จินตนาการความสดใหม่ของเขาลงไปได้อย่างเต็มที่ ทำให้มันกลายเป็นหนังไมเคิล เบย์ ในฉบับที่ลงตัว ไม่พร่องไม่ล้น จนน่าเสียดายว่าถ้าได้ฉายในระบบการฉายดี ๆ เสียงกระหึ่ม ๆ จอใหญ่ ๆ กับงานภาพระเบิดตูมตามโชว์สถาปัตยกรรมหลายที่ มันคงจะฟินไม่น้อยทีเดียว
1 มหาเศรษฐี 2 สายลับ 3 มือปืน 4 โจรลอยฟ้า 5 หมอ 6 นักขับ 7 พลแม่นปืน — หมายเลขมี 7 แต่กลุ่มนี้มีแค่ 6
ความกวนทีนของหนังยังเป็นอะไรที่ต้องขอชื่นชมแบบลงรายละเอียดเลยทีเดียว มันกวนมาตั้งแต่คอนเซปต์ของเรื่อง เราอาจชินกับหนังบู๊ระดับตำนานที่มักว่าด้วยฝั่งพระเอก 7 คนที่มักต้องเข้าไปช่วยเหลือหมู่บ้านหนึ่งที่ห่างไกลจากการคุกคามโดยคนชั่วที่มีอำนาจหรืออาวุธ ไม่ว่าจะ Seven Samurai (1954) หรือ The Magnificent Seven (1960) หรือหนังไทยอย่าง 7 ประจัญบาน เองก็ตาม แต่กับ 6 Underground มันไปเหนือกว่าด้วยการคารวะหนังชั้นครูเหล่านั้นด้วยการมีสมาชิกหมายเลข 7 แต่มีกันแค่ 6 คน และไม่ใช่แค่จำนวนน้อยกว่า ภารกิจของพวกเขาก็ทะเยอทะยานไปหนักมากกว่าเพราะไม่ใช่การช่วยหมู่บ้านยากจนเท่านั้น แต่พวกเขาต้องปลดปล่อยประเทศเทอร์กิสถานจากการปกครองของเผด็จการนายพลโรวัค ศัตรูที่มีความฉลาด ไม่ไว้ใจใคร โหดเหี้ยมและมีชั้นเชิง รวมถึงอุดมการณ์หนุนจิตด้านชั่วที่พอดิบพอดี (ฉากถกประเด็นจากละครเวทีของเชกสเปียร์กับพระเอกสร้างมิติตัวละครขึ้นมาเลย) สำหรับคนดูมันก็เว่อมั้ยล่ะการปลดปล่อยประเทศด้วยคนเพียง 6 คน แต่ตารีสกับเวอร์นิกก็ทำบทที่เราเออออไปด้วยได้ตลอดเรื่อง ต้องยอมรับเลยว่าหนังรอดส่วนหนึ่งเพราะบทจริง ๆ
บทยังช่วยให้บทสนทนาไม่แห้งแล้งด้วย เพราะมันมาทั้งมุกคำพูดหนัง มุกคำพูดจากเนื้อเพลง และยังเอากิมมิกจากพอปมีเดียต่าง ๆ มาเล่นอย่างมันมือ ไม่ว่าจะเสียงทดสอบระบบ THX ที่เราคุ้นชินกลับเป็นอาวุธทรงพลัง เสียงซาวด์เอฟเฟกต์รถที่ชนพลิกแบบสโลว์แต่ใส่เสียงจากหนัง Transformers มา ตลอดจนมุกตลกร้ายที่ถนัดกันทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะมือเขียนบท หรือการด้นสดจากไรอัน เรย์โนลด์เองก็ตาม สนุกมาก ถ้าเนิร์ดหนังเนิร์ดเพลงด้วยยิ่งสนุก ฉากแนะนำตัวละครหมายเลข 4 ต้องบอกว่าครีเอตฉากล้อหนังเรื่องหนึ่งที่เรารู้จักดีได้โหดมาก (ไปดูเองนะ) เอาเป็นว่าในแง่กิมมิกทั้งหลายนี่ประทับใจอย่างแรง
การสร้างตัวละครที่เป็นอีกหัวใจของหนัง
หนังเหมือนจะอ่อนเรื่องการสร้างตัวละครให้เรารักนะ ยืนยันว่ากว่าครึ่งเรื่องมายังไม่ค่อยอินตัวไหนเป็นพิเศษ แม้แต่ตัวละครหมายเลข 7 ที่เข้ามาหลังสุดและเหมือนตัวแทนผู้ชมในการเข้ามารู้จักทีมผีนี้ หนังก็ไม่ได้ให้เราอินมากนัก แต่พอผ่านภารกิจสัก 2-3 ฉากใหญ่ หนังอยู่ดี ๆ โจมตีหัวใจเราไปตอนไหนไม่รู้ สารภาพเลยว่าฉากฮ่องกงที่เป็นฉากใหญ่ฉากหนึ่งเนี่ย ขโมยหัวใจเราไปแจกให้แต่ละตัวละครเลย โดยเฉพาะหมายเลข 4 โจรที่เป็นฟรีรันนิ่งเนี่ย น้องแกคือ สไปเดอร์แมน ของโทนี่ คือ โรบิน ของแบทแมน เลยทีเดียว ทำเราเอาใจช่วยได้ตลอดเลยหลังจากนั้นมา และจะว่าไปคนเขียนบทก็จงใจให้บทหมายเลข 1 ของเรย์โนลด์ เป็นส่วนผสมของ โทนี่ สตาร์ก และ บรูซ เวย์น อยู่เหมือนกันนะ แต่ถ้ามองโลกความจริงก็ต้องว่ามันมีความ อีลอน มัสก์ อยู่ไม่น้อยเลยเหมือนกัน (ดูสิล้อไปยันการจัดสร้างตัวละครได้อ่ะ)
อัดเต็มด้วยฉากความรุนแรงเกินเรตสตรีมมิ่ง อินสะใจกับการฆ่าเผด็จการ
หนังสตรีมมิงส่วนใหญ่ ว่ากันตรง ๆ มักพยายามไม่ให้รุนแรงเกินจำเป็นเพราะฐานครอบครัวที่ดูหนังในบ้านนั้นมักมีเด็ก ๆ อยู่ด้วย ยิ่งหนังที่ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่ ๆ จัดที่ต้องตีความ ถอดสัญญะมากมายอย่างเรื่องนี้ด้วยแล้ว แต่กระนั้นเน็กฟลิกซ์ก็ตามใจให้ไมเคิล เบย์ และทีมงานทำอะไรก็ได้สุดฝีมือไปเลย มันจึงมาทั้งคำสบถหยาบ และภาพรุนแรงต่อจิตใจทั้งอวัยวะขาดกระเด็น พวงลูกตาที่ถือห้อยไปมาอยู่นาน ฉากตายที่โหดเข้าไส้ ฉากโยนคนลงตึก ฉากขับรถชนทับคนข้างถนนระเนระนาดแบบเน้น ๆ ที่ว่ามานี้ถ้าถอดความบันเทิงหรือความตลกร้ายที่เคลือบไว้ออกหนังมันมีความรุนแรงสูงมากเลยทีเดียว มองในแง่คนโต ๆ คือโคตรสะใจ ถึงลึก ๆ เราจะรู้ว่าปัญหามันไม่ควรแก้ด้วยความรุนแรง แต่การได้เห็นหัวหน้าเผด็จการในเรื่องโดนอะไรหนัก ๆ ตายโหด ๆ มันก็สะใจความรู้สึกเราเหมือนกันนะ ก็เลยมองว่าหนังทำมาป้อนผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่ถ้าเด็กบังเอิญมาดูก็ขอแค่มีผู้ปกครองแนะนำข้าง ๆ ด้วยนั่นล่ะดีที่สุด
หนังยังมีจุดเสียอีกนิดหน่อยคือการถ่ายฉากแอ็กชันระยะประชิด ผสมการตัดต่อฉับไว หลายฉากมีความมึนหัวสับสนเล่นงานดวงตาอยู่เหมือนกัน ที่เป็นหนัก ๆ เลยคือฉากรถซิ่งไล่ล่ากลางอิตาลีบางช่วง แต่โดยรวมก็ไม่เป็นปัญหา วิสัยทัศน์งานภาพของไมเคิล เบย์ เขาเอาอยู่ทุกองศาอยู่แล้ว ไว้ใจได้เรื่องภาพเสียง
สรุป นี่เป็นหนังเน็ตฟลิกซ์ที่มันสุด ฮาป่วง โหดเอี้ย ๆ และมีคุณสมบัติสำหรับการเป็นอันดับหนึ่งตารางหนังทำเงินแบบฉายโรงสบาย ๆ ด้วยฝีมือของแต่ละวงการทั้งนักแสดง ผู้กำกับ มือเขียนบท ทีมสร้าง อยากจะบอกว่าเสียดายแค่ว่ามันไม่ได้ดูในโรงแค่นั้นล่ะ นอกนั้นโคตรดี คุ้มค่าเน็กฟลิกซ์เว่อ ๆ
trueid
6 Underground เป็นภาพยนตร์ออริจินัลจาก Netflix โดยได้ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังมาร่วมงานคือ ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับจอมระเบิดภูเขาเผากระท่อมพร้อมกับ ไรอัน เรย์โนลด์ นักแสดงนำของเรื่องผู้ที่มีผลงานดัง ๆ มากมายเช่น Deadpool หรือ Green Lantern การร่วมงานของสองคนนี้ก็ได้ผลงานสุดมันส์ระห่ำออกมาสะใจคอหนังขาบู๊เพียงแต่ว่ามันก็มีข้อเสียหลายอย่างทีเดียวที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีด่างพร้อยพอควร
เรื่องราวของ 6 Underground จะเล่าถึงกลุ่มนักฆ่าไร้เงาซึ่งพวกเขาจะมีรหัสตัวเลขเรียกแทนชื่อจริงเพื่อปกปิดตัวตนแต่ละคนก็จะมีทักษะความสามารถแตกต่างกันและเกื้อหนุนทีมอันได้แก่ อดีตทหารผู้เชี่ยวชาญการซุ่มยิง , สายลับ CIA , แพทย์สนาม , นักฆ่าสัญชาติแม็กซิกัน , จอมโจรฝีเท้าไว และ มหาเศรษฐีผู้เป็นแหล่งเงินทุนของทีม พวกเขาจะมีหน้าที่ทำภารกิจปราบคนชั่วให้หมดจากโลกให้สิ้นซาก
เรียกว่าเป็นพล็อตเรื่องที่ดูเหมือนเป็นกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่เสียด้วยซ้ำน่าจะมีแนวทางการเล่าเรื่องแบบง่าย ๆ แต่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีสไตล์การเล่าเรื่องที่แตกต่างจากหนังแอ็คชั่นเรื่องอื่นครับโดยจะเล่าย้อนอดีตประวัติสมาชิกแต่ละคนให้คนดูรู้จักปูมประวัติและเดินเรื่องปัจจุบันไปด้วยซึ่งฟังดูก็น่าสนใจแปลกใหม่ครับแต่พอออกมาจริง ๆ แล้วกลับกลายเป็นว่าดูแทบไม่รู้เรื่องแถมการลำดับสำคัญเนื้อหาทำได้แย่เลยทีเดียว
นอกจากการเล่าเรื่องที่ไม่ดีแล้วเคมีมิติของตัวละครก็แย่ยิ่งกว่าเพราะแบนราบแม้ว่าในหนังเราจะได้เห็นอดีตหรือปมของตัวละครแต่ตัวหนังกลับละเลยปมประเด็นเหล่านั้นทำให้คนดูไม่รู้สึกร่วมไปกับตัวละครหลัก รวมถึงตัวร้ายและบรรดาลูกสมุนของเรื่องด้วยที่จืดจางไม่น่าจดจำมาเป็นกระสอบทรายให้พวกพระเอกถล่มเล่นอย่างเดียวไม่ได้รู้สึกถึงความยากลำบากของอุปสรรคและไม่มีบทพลิกผันให้ลุ้นหรือเอาใจช่วยเลย
ถึงจะมีข้อตำหนิที่เยอะแต่ถ้าว่ากันด้วยข้อดีจุดเด่นของ 6 Underground ก็คงจะเป็นฉากแอ็คชั่นนี่แหละครับที่ ไมเคิล เบย์ ทำออกมาได้ไม่ผิดหวังมีฉากเท่ ๆ มากมาย สโลว์โมชั่นสวย ๆ หรือความโหดของการฆ่าก็เรียกได้ว่าเลือดสาดกระจายและออกแบบฉากสู้ได้สร้างสรรค์ ที่ขาดไม่ได้ก็คือระเบิดตูมตามสุดอลังการที่เป็นซิกเนเจอร์ของผู้กำกับคนนี้ไปเสียแล้วก็จัดเต็มไม่แพ้กันเมาระเบิดกันไปข้างนึง
อีกสิ่งที่ดีงามของเรื่องคือพลังการแสดงของ ไรอัน เรย์โนลด์ ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยสีหน้าท่าทางสุดกวนทำให้เรารู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังน่าติดตามไปจนจบ ส่วนนักแสดงท่านอื่น ๆ ทำได้ปานกลางยังไม่น่าจดจำเท่าไหร่นักก็น่าเสียดายพอสมควร
สรุปแล้ว 6 Underground ภาพยนตร์จาก Netflix ยังเป็นอะไรที่ดูเอามันส์ได้อยู่ถึงแม้การลำดับเนื้อหาจะชวนมึนหัวก็ตาม ฉากแอ็คชั่นดีงามโหดสะใจมีความเป็นหนังของ “เบย์” สูง (มุมกล้องเหมือนถ่าย MV , สาวสวยผมทอง , รถซิ่งเท่ ๆ , ระเบิดล้างผลาญสุดอลังการ) ใครที่เป็นแฟนตัวยงของผู้กำกับคนนี้หรือตัวนักแสดงนำไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง