ดูหนัง 47 Meters Down (2017) 47 ดิ่งลึกเฉียดนรก ซ่า และ เคท สองสาวพี่น้องที่ตกลงไปเที่ยวพักผ่อนหน้าร้อนที่แม็กซิโก กับโชว์สุดท้าทายในการเข้าไปอยู่ในกรงท่ามกลางปลาฉลาม ขณะที่ทั่งคู่กำลังตื่นตาตื่นใจกับเหล่าฝูงปลาและเพชรฆาตอย่างปลาฉลามอยู่นั้น… เชือกที่ยึดติดกับกรงเหล็กที่พวกเธออยู่เกิดขาดขึ้น ทำให้กรงเจ้ากรรมพาร่างของพวกเธอดำดิ่งลงไปใน 47 เมตรของผิวน้ำทะเล ซึ่งเพชรฆาตรที่พวกเธอเฝ้าคอยจะได้เห็น เฝ้ารอพวกเธออยู่ ในขณะที่อากาศอ็อกซิเจนของพวกเธอเริ่มเหลือน้อย พวกเธอก็เริ่มจะหนักได้ว่า ความหวังในการเอาตัวรอดของพวกเธอก็เริ่มเหลือน้อยเช่นกัน
อ่านรีวิวก่อน ดูหนังนักแสดง
Mandy Moore
Claire Holt
Matthew Modine
Chris Johnson
ผู้กำกับ
Johannes Roberts
รีวิวหนัง 47 Meters Down (2017) ดูหนังออนไลน์
เรื่องย่อคร่าว ๆ ก็คือสองสาว เคท กับ ลิซ่า ไปเที่ยวทัวร์ชมฉลามแบบใกล้ชิดโดยเอาตัวเข้าไปอยู่ในกรง แล้วก็ค่อย ๆ หย่อนกรงลึกลงไปกลางทะเลเพื่อชมฉลามแบบใกล้ชิด แต่ที่นี้ดันเกิดเหตุไม่ขาดฝัน เมื่อสายสลิงดันขาด เลยทำให้กรงหล่นลงไปที่พื้นทะเล ด้วยระดับความลึกถึง 47 เมตร แถมอากาศในถังอ๊อกซิเจน ก็หมดไปเรื่อย ๆ
+ หนังโฟกัสไปที่การเอาตัวรอดของตัวละครจริง ๆ ที่ต้องพยามเอาตัวเองออกจากกรงขัง แล้วก็ต้องหาทางพยามติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่บนเรือที่ผิวน้ำให้มาช่วยให้เร็วที่สุด
+ หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึก Real สมจริง ไม่มีอภินิหาร ไม่มีการทำตัวเห็นฮีโร่ใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งถ้าเทียบกับหนังฉลามอย่างเรื่อง The Shallow (2016) เรื่องนั้นฉากสู้กับฉลามตอนสุดท้ายผมว่านางเอกมันเก่งเวอร์ไปหน่อย ดูโอเวอร์เหนือจริงเกินไป
+ 47 Meters Down ตัวละครจะไม่พยามทำตัวเป็นฮีโร่ ไม่พยามฝืนหาเรื่องต่อสู้กับฉลาม เพราะแค่ลำพังสองสาวพยามสงบสติอารมณ์ หายใจช้า ๆ เพื่อให้อากาศในถังอ๊อกซิเจนค่อย ๆ หมดช้า ๆ ยังยากเลย (ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งหายใจแรง อากาศในถังอ๊อกซิเจนยิ่งหมดเร็ว)
+ ฉลามในเรื่องนี้ มีการเคลื่อนไหวแบบเป็นธรรมชาติของฉลามจริง ๆ ไม่ใช่ฉลามกลายพันธุ์ ไม่ใช่ฉลามปรุงแต่งสมองให้ฉลาดกว่าปกติ ไม่พยามจู่โจมคนแบบโอเวอร์เหมือนหนังฉลามเรื่องอื่น ๆ คือ ด้วยธรรมชาติของฉลามมันจะจู่โจมเพราะมันเห็นเหยื่อจริง ๆ หรือไล่ตามเหยื่อเพราะได้กลิ่นเลือด
+ ฉลามในเรื่อง ออกมาพอประมาณ แต่ก็ไม่บ่อยมาก ยังถือว่ามีค่าตัวแพงอยู่ แต่ฉากฉลามโผล่ออกมาแต่ละทีนี่ “ตุ้งแช่” แทบทุกฉาก (เตรียมกรี๊ดไว้ได้เลย) และขอบอกเลยว่า ฉลามตัวใหญ่มากกก (แต่ไม่โอเวอร์)
+ บรรยากาศในเรื่องค่อนข้างกดดัน เพราะทั้งเรื่องอยู่ในทะเลลึก ฉากก็จะมืด ๆ อาศัยเพียงไฟฉายส่องไปส่องมา แต่ไอ้ฉากส่องไฟฉายนี่แหละที่โคตรลุ้น เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรโผล่ออกมา หรือ ฉลามมันโผล่มาตอนไหน คือ เดาไม่ได้จริง ๆ
+ อย่างใน The Shallow เนี่ย คือ เราจะเห็นนางเอกอยู่บนโขดหิน แล้วก็เห็นฉลามว่ายไปมา แต่ในเรื่อง เนี่ย ตัวละครและคนดูไม่มีทางรู้เลยว่า ฉลามมันจะโผล่มาตอนไหน เพราะในทะเลมันมืดมาก วังเวง น่ากลัว อ๊อกซิเจนก็จะหมด กว่าจะรู้ตัวอีกที ฉลามก็อาจจะพุ่งกระโจนมาตรงหน้าแล้ว
+ ดนตรีในเรื่อง บางฉากจะค่อนข้างเร็ว ๆ แรง ๆ เร้าอารมณ์ ถึงแม้ฉากนั้นอาจจะไม่มีฉลามโผล่ออกมา แต่ดนตรีก็ทำให้รู้สึกลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร และก็ลุ้นว่า “ฉลามแมร่งจะโผล่มาตอนไหนวะ โคตรกดดัน”
+ CG ในเรื่อง สมจริงมาก ฉลามนี่แทบดูไม่ออกว่า CG หรือของจริง จนหลาย ๆ ฉากผมนึกว่านี่เอานักแสดงไปเล่นกับฉลามจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย
+ ฉากจบในเรื่อง บอกตรง ๆ ว่าอึ้ง ผมไม่คิดว่า ผกก. จะกล้าใช้ฉากจบแบบนั้น แต่เมื่อผมดูถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดฉากจบแบบนั้น ผมก็รู้สึกว่า ก็สมเหตุ สมผลดี (อยากรู้ว่า อึ้ง ยังไง ต้องไปดูในโรงเอาเองครับ)
+ ถ้า The Shallow ทำให้คุณขวัญผวากับฉลามมาแล้ว ผมว่าเรื่องนี้ ตื่นเต้น ลุ้นระทึกพอ ๆ กัน (วัดโดยรวมทั้งเรื่อง)
+ สรุปโดยรวมทั้งเรื่อง ผมชอบนะ ชอบมาก ให้คะแนน 8/10 เรตเดียวกับ The Shallow แต่ผมให้ ดีกว่านิดหน่อยตรงที่ หนังทำออกมาได้สมจริง ไม่โอเวอร์ คือ ดูแล้วแบบเป็นการเอาตัวรอดของมนุษย์จริง ๆ ไม่มีการไปบ้าพลังฝืนสู้กับฉลาม ไม่มีการใช้พลังมิตรภาพเอาตัวรอดได้แบบปาฏิหาริย์
+ อย่าเอา 47 Meters Down ไปเปรียบเทียบกับ Deep Blue See เพราะเรื่องนั้นมันกลายเป็นตำนานไปแล้ว และโดยส่วนตัวผมคิดว่า Deep Blue See เป็นหนังแอ็คชั่นสู้กับฉลาม มากกว่าที่จะเป็นหนังเอาตัวรอด (และหนังแมร่งโอเวอร์โคตร ๆ)
– ผมว่าช่วงท้ายเรื่อง มันอาจจะเนือย ๆ นิดนึง แต่โดยรวมก็ถือว่า ลุ้นระทึก เกือบทั้งเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ
ผมแนะนำให้ไปดูในโรงครับ (ส่วนตัวผมอยากให้เรื่องนี้ฉายในระบบ IMAX 3D จะเสียวว่านี้มาก)
หนังเข้าไทย 13 กรกฎาคมนี้ ผมก็ว่าจะไปดูในโรงซ้ำอีกรอบเหมือนกันครับ
การันตีว่า ตื่นเต้น ลุ้นระทึก คุ้มค่าบัตรแน่นอนครับ (ใครดูเรื่องนี้แล้วยังหลับได้นี่ ผมซูฮกเลยครับ)
beartai
ถ้าพูดถึงหนังระทึกขวัญแนวฉลามบุก เราอาจจำแนกได้หลายเกรด ตั้งแต่ระดับคลาสสิคอย่าง JAWS (1975) ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮออลลีวูด หรือหนังฉลามร่วมสมัยอย่าง The Shallows (2016) ไปจนถึงหนังเกรดบีดูสนุก Deep Blue Sea (1999)หรือแม้กระทั่งหนังทีวีชุด Sharknado ทั้ง 5 ภาค (2013-2017)ก็ตาม สำหรับ 47 Meters Down อยู่ในแนวทางที่ไม่ต่างจาก The Shallows นัก ตั้งแต่ตัวเอกเป็นผู้หญิงที่คราวนี้มาถึง 2 คน หรือการเอาตัวรอดจากฉลามอันดุร้าย โดยพยายามเล่นกับพื้นที่จำกัดมากกว่าเดิมด้วยการให้ทั้งคู่ติดอยู่ในกรง และมีคนบนเรือทัวร์ฉลามคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างบน หากข้อดีของหนังประเภทนี้คือการที่มันใช้ตัวละครไม่เยอะและสามารถสร้างสถานการณ์บีบคั้นชวนระทึกในช่วงเวลาของหนังที่ไม่เกิน 100 นาทีได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
ในกรณี 47 Meters Down ตัวละครหลักคือ เคต กับ ลิซ่า พี่น้องสองสาวที่มาเที่ยวเม็กซิโก โดยในองก์แรกหนังนำเสนอให้เห็นชีวิตพี่น้องเพียงผิวเผิน คนดูรู้แค่ว่าทั้งคู่มาเที่ยวพักผ่อน ก่อนจะค่อยๆเปิดปมที่ลิซ่าถูกแฟนทิ้งเพราะเธอเป็นคนน่าเบื่อแถมยังขี้กลัวขึ้นสมอง และเป็นเคตที่ชวนเธอให้หลุดออกจากกรอบเดิมๆของชีวิตตั้งแต่พาออกเที่ยวกลางคืนเพื่อหนีความเศร้าของพี่สาวจนได้ไปเจอกับหนุ่มหล่อสองนายที่พูดถึงกิจกรรมบ้าระห่ำอย่างการเข้ากรงดิ่งไปดูฉลามใต้น้ำ แน่นอนหนังใช้โอกาสนี้ปูคาแรกเตอร์ต่างสุดขั้วเพื่อให้คนดูยิ่งจำตัวละครได้ง่ายขึ้นด้วยสมการ เคต = น้องสาวผมบลอนด์ผู้กล้า และ ลิซ่า = พี่สาวผมสีเข้มขี้กลัว ซึ่งสาเหตุหลักที่หนังเลือกให้ตัวละครทั้งสองเป็นคาแรกเตอร์ด้านเดียวก็เพื่อให้คนดูแยกแยะได้ง่ายเมื่อทั้งคู่ต้องใส่หน้ากากดำน้ำที่การแสดงจะชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกทางสายตาเท่านั้น
และเมื่อหนังเข้าสู่องก์สองหรือช่วงเผชิญหน้า งานภาพของตากล้อง มาร์ค ซิลค์ จะต่างจากองก์แรกที่ถ่ายทอดความสดใสของสายลมแสงแดดท้องทะเลเปลี่ยนมาเป็นความอึมครึมใต้ทะเลลึกที่ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยสีน้ำเงินเข้ม และภาพจะทิ้งพื้นที่ว่าง เพื่อถ่ายทอดความเวิ้งว้างไม่น่าไว้ใจ ตัดสลับภาพโคลสอัพใบหน้าตัวละครที่เราจะเห็นการแสดงออกทางสายตาพร้อมเสียงสนทนาที่แสดงถึงความกลัวและความไม่น่าไว้วางใจต่อสถานการณ์โหดร้ายที่หนังประดังประเดเข้ามา ซึ่งต้องยอมรับว่าหนังประสบความสำเร็จในการกระตุ้นต่อมความกลัวของคนดูได้ด้วยงานภาพของ มาร์ค ซิลค์ และงานกำกับ-เขียนบทของ โยฮันเนส โรเบิร์ตส์ (เขียนบทร่วมกับ เออร์เนสต์ เรียร์ร่า) ที่บีบตัวละครให้หาทางรอดภายใต้เงื่อนไขจำกัดทั้งอากาศที่กำลังจะหมด, ฉลามที่ว่ายวนอยู่เหนือทั้งคู่ หรือการต้องเสี่ยงว่ายน้ำสูงขึ้นไปเพื่อให้รับสัญญาณวิทยุจากเรือได้ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคชั้นเลิศที่บทหนังไม่เพียงนำมากระตุ้นความตื่นเต้นของคนดูแต่ยังแฝงความรู้ทั้งเรื่องอาการ น้ำหนีบ ที่เกิดจากการว่ายน้ำขึ้นจากระดับความลึกเร็วเกินไป หรืออาการเมาไนโตรเจนจนเห็นภาพหลอนอันเกิดจากการเปลี่ยนถังอ็อกซิเจนแบบฉับพลัน และโดยไม่ทันคาดคิด หนังยังสามารถนำข้อมูลความรู้มาใช้เป็นจุดหักมุมได้อย่างกล้าหาญ แม้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนักก็ตาม
ถ้าพูดถึงนักแสดงดังที่สุดในเรื่องคงไม่พ้น แมนดี้ มัวร์ อดีตนักร้องเพลงป็อบขวัญใจวัยรุ่นยุค 90ที่ช่วงหลังหันมาเอาดีด้านการแสดง และยังเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นหรือ Choreographer ให้หนัง La La Land หนังมิวสิคัลชิงออสการ์เมื่อต้นปีอีกด้วย และสำหรับคาแรกเตอร์ ลิซ่า พี่สาวขี้กลัวก็ไม่เกินความสามารถของเธอนักเพียงแต่น่าเสียดายที่หนังให้รายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจมากทั้งปมที่เธอถูกทิ้งเพราะเป็นคนน่าเบื่อจนเอาตัวเองเปรียบเทียบกับน้องสาวอย่าง เคต ที่ใช้ชีวิตคุ้มค่าแบบไม่มีลิมิตแต่กลับกลายเป็นเพียงบทสนทนาเพื่อพาเธอเข้ากรงหย่อนไปเจอฉลามเท่านั้น ทั้งที่หนังสามารถต่อยอดพลิกไปสู่การสร้างบทสนทนาเพื่อเสริมปมจิตวิทยาให้ตัวละครโดดเด่นออกมาจากหนังฉลามทั่วไปแบบเสียของมาก ด้าน แคลร์ โฮลท์ นักแสดงซีรีส์ที่มาประเดิมงานภาพยนตร์เรื่องแรกก็ฉายเสน่ห์ได้อย่างโดดเด่น เธอเป็นน้องสาวผู้กล้าบ้าบิ่นในทุกเรื่องตั้งแต่จูบกับชายแปลกหน้ายันพาตัวเองไปประชิดกับฉลามใต้ทะเลลึก น่าเสียดายที่บทหนังอุตส่าห์กำหนดให้ตัวละครนำมีเพียงสองสาวพี่น้องแต่กลับไม่ใส่ปมด้านจิตวิทยาให้เธอเลย เลยพลอยทำให้คนดูไม่ผูกพันธ์และเอาใจช่วยกับชะตากรรมของสองพี่น้องเท่าใดนัก
หักลบบัญชีบุญบาปแล้วก็ถือว่า ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ทั้งการสร้างความหวาดเสียวจากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจและงานถ่ายภาพ รวมถึงจุดหักมุมที่ไม่คิดว่าหนังจะกล้าบ้าบิ่นพอ ๆกับสองสาวที่ท้ามัจจุราชพาตัวเองเสี่ยงไปเป็นอาหารฉลามเท่าใดนัก